วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

เจาะงบ ‘บิ๊กเทค’ กำไรพุ่งสถิติใหม่ หรือแค่ ‘มายากลทางบัญชี’ จากหุ้น AI?

ซีเอ็นบีซีรายงานว่ายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft, Amazon และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google กำลังรายงานผลกำไรไตรมาสล่าสุดที่พุ่งทะยานจนทำให้ตลาดหุ้นต้องตกตะลึง

 

 แต่หากเราเจาะลึกเข้าไปในงบการเงินจริงๆ จะพบว่า ความจริงอาจไม่ได้หรูหรา เพราะแรงขับเคลื่อนหลักของกำไรที่พุ่งไม่ได้มาจากยอดขายซอฟต์แวร์ โฆษณา หรือบริการคลาวด์ แต่กลับมาจาก "กำไรบนกระดาษ" จากการประเมินมูลค่าหุ้นของสตาร์ตอัป AI นอกตลาดที่พวกเขาร่วมถือหุ้นอยู่อย่าง Anthropic, OpenAI และบริษัทขนส่งอวกาศอย่าง SpaceX

เติบโตจริงแค่  29%

ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้างภาพลวงตาให้กับภาพรวมผลประกอบการของตลาดหุ้นสหรัฐอย่างมหาศาล จากข้อมูลของ LSEG พบว่า การเติบโตของกำไรโดยรวมของบริษัทในดัชนี S&P 500 ในไตรมาสล่าสุดพุ่งสูงถึง 48% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งดูเป็นตัวเลขที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด 

แต่เมื่อ Tajinder Dhillon หัวหน้าฝ่ายวิจัยผลประกอบการของ LSEG ทดลอง "ตัดกำไรจากการลงทุนใน AI นอกตลาดออกไป" ตัวเลขการเติบโตที่แท้จริงกลับลดลงมาเหลือเพียง 29% เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 24% ภาพความร้อนแรงของตลาดจึงดูสงบลงทันทีเมื่อปราศจากตัวช่วยนี้

เมื่อลงรายละเอียดเป็นรายบริษัท จะเห็นไดนามิกที่น่าสนใจ จาก 3 บริษัทใหญ่ 

ตั้งแต่ Amazon บันทึกกำไรในไตรมาสนี้พุ่งขึ้นเกิน 240% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการรับรู้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของการลงทุนใน Anthropic และสัดส่วนใน OpenAI รวมเป็นเงินถึง 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่หากตัดรายการนี้ออก กำไรจากการดำเนินงานจริงของ Amazon จะเติบโตอยู่ราว 17% เท่านั้น

ด้าน Alphabet (Google) ซึ่งถือหุ้นราว 5% ใน SpaceX ของ Elon Musk รวมถึงถือหุ้นใน Anthropic ได้เห็นกำไรสุทธิ พุ่งทะยานเกือบ 300% แต่หากไม่มีตัวช่วยจากทั้งสองบริษัทนี้ กำไรจะโตจริงอยู่ที่ราว 23%

สำหรับ Microsoft มีกำไรจาก Anthropic และ OpenAI ซึ่งบันทึกเข้ามา 480 ล้านดอลลาร์ ช่วยดันให้การเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้นมาอีกราว 10%

คำถามคือ ทำไมตัวเลขบนกระดาษถึงส่งผลขนาดนี้? สาเหตุเพราะกระแส AI ฟีเวอร์ได้ดันให้มูลค่าการประเมินของทั้ง Anthropic และ OpenAI ในตลาดรองพุ่งสูงขึ้นอย่างประเมินค่าไม่ได้จนเกือบแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ 

ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี บริษัท Big Tech เหล่านี้จึงต้องปรับมูลค่าเงินลงทุนให้เป็นราคาปัจจุบัน และบันทึกส่วนต่างนั้นเข้าในหมวด "รายได้อื่น" (Other Income) ในงบกำไรขาดทุน แม้ว่าพวกเขายังไม่ได้ขายหุ้นออกมาเป็นเงินสดจริงๆ และไม่ได้เกิดจากการขายสินค้าหรือบริการหลักเลยก็ตาม

ดาบสองคม ‘ขาดทุนทางบัญชี'

Gil Luria ผู้บริหารจาก D.A. Davidson เตือนว่า กำไรทางบัญชีเหล่านี้สามารถย้อนกลับมาทำร้ายงบการเงินได้เช่นกัน หากมูลค่าของสตาร์ตอัปเหล่านั้นปรับตัวลดลง 

ตัวอย่างเช่น SpaceX ที่ราคาซื้อขายในตลาดรองลดลงมาแล้วราว 50% จากจุดสูงสุดหลัง IPO ซึ่งอาจส่งผลให้ Alphabet ต้องบันทึก "ขาดทุนทางบัญชี" ครั้งใหญ่ในงบไตรมาสถัดไปทันที 

เว้นแต่ว่าการเข้าเสนอขายหุ้น IPO ของ Anthropic ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้จะประสบความสำเร็จจนช่วยชดเชยส่วนต่างได้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนอย่าง Jeff Kilburg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ KKM Financial กลับมองในมุมบวก โดยเปรียบเทียบว่า กำไรก้อนโตจากหุ้น AI ของเหล่า Big Tech เป็นเพียง "ท็อปปิง " ที่โรยหน้าอยู่บนเค้กเท่านั้น เพราะถึงแม้จะตัดกำไรส่วนนี้ออกไป การเติบโตของภาคธุรกิจหลักที่ 29% ก็ยังถือเป็นตัวเลขที่แข็งแกร่ง และน่าประทับใจอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจโดยรวม

แม้ว่ายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจะยังคงมีธุรกิจหลักที่แข็งแรง แต่การที่หุ้นของกลุ่ม "Magnificent Seven" มีน้ำหนักถึง 1 ใน 3 ของดัชนี S&P 500 ทำให้ตัวเลขกำไรทางบัญชีจาก AI กลายเป็นสปอตไลต์ที่บดบังภาพจริงของเศรษฐกิจ 

 

นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมองทะลุตัวเลขพาดหัวข่าว และพิจารณา "กำไรจากการดำเนินงานจริง" เพื่อประเมินความแข็งแกร่งที่แท้จริงของบริษัทเหล่านี้ในระยะยาว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์