วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

25 รัฐยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ค้านกำแพงภาษีศุลกากรทั่วโลกล่าสุด

พันธมิตร 25 รัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตได้ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ โต้แย้งทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตด้วยการกำหนดภาษีศุลกากรแบบครอบคลุมกับสินค้าจากพันธมิตรทางการค้าสหรัฐ

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า กลุ่มรัฐที่พรรคเดโมแครตเป็นผู้นำจำนวน 25 รัฐได้ยื่นฟ้องรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันจันทร์ (3 ส.ค.69) โดยโต้แย้งว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตจากการกำหนดมาตรการเก็บภาษีศุลกากรวงกว้างต่อสินค้าจากคู่ค้าของสหรัฐ จำนวน 60 ประเทศ (ประเทศไทยถูกเรียกเก็บในอัตรา 12.5%)

 

คำร้องดังกล่าวยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (U.S. Court of International Trade)  โดยได้คัดค้านอัตราภาษี 10% หรือ 12.5% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากประเทศเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งตามข้อมูลของเหล่ารัฐเหล่านี้ ประเทศเหล่านั้นรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 99.4% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐ

 

รัฐต่างๆ ขอให้ศาลระงับการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ประกาศให้มาตรการนั้นเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้คืนอากรที่ได้ชำระไปแล้ว

 

“หลังจากแพ้คดีต่อศาลสูงสุด รัฐบาลก็พยายามจะขึ้นภาษีต่อครอบครัว และธุรกิจแบบผิดกฎหมายอีกครั้งด้วยการออกมาตรการภาษีศุลกากรรอบใหม่” เลทิเชีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์กกล่าวในแถลงการณ์

 

แกนหลักของคดีนี้อยู่ที่ความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการคงไว้ซึ่งระบอบภาษีศุลกากรในวงกว้างของทรัมป์ หลังจากที่ศาลได้ปฏิเสธมาตรการภาษีก่อนหน้าสองครั้งซึ่งใช้กฎหมายคนละฉบับกัน กลุ่มรัฐเหล่านี้โต้แย้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลหันไปใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 และหยิบยกประเด็นแรงงานบังคับมาเป็นข้ออ้าง เพื่อเร่งรัดฟื้นฟูมาตรการเก็บภาษีในลักษณะเกือบเหมือนเดิมทั่วโลก

  • ทำเนียบขาวปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

 

“สหรัฐอเมริกากำลังใช้อำนาจตามกฎหมายของตนอย่างชอบธรรม เพื่อขจัดการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่ไม่สมเหตุสมผลซึ่งเป็นภาระต่อการค้าในสหรัฐ” โฆษกทำเนียบขาว คุช เดไซ กล่าวในแถลงการณ์ “การที่ประเทศหนึ่ง ๆ ไม่ได้ออกและบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ รวมถึงแรงงานอเมริกัน และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข”

 

เดไซกล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่มีความมั่นคงในทางกฎหมายมาตั้งแต่สมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ในปัจจุบัน”

 

รัฐบาลได้กำหนดภาษีชุดนี้ขึ้น หลังจากกล่าวหาประเทศต่าง ๆ และสหภาพยุโรปว่าไม่สามารถป้องกันไม่ให้สินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับหลุดรอดเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของตน

 

แต่คำร้องของรัฐต่าง ๆ กล่าวหาว่า เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ เร่งรัดการสอบสวนต่อ 60 เศรษฐกิจดังกล่าว โดยละเลยการปรึกษาหารือเฉพาะรายประเทศซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ และไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดอัตราภาษีที่เกือบเท่ากันจึงเหมาะสมกับเศรษฐกิจที่มีนโยบายแตกต่างกันอย่างมาก

 

“ไม่มีความสอดคล้องอย่างมีเหตุผลระหว่างปัญหาที่อ้างว่าคือแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ กับมาตรการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกแบบเหมารวมที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ กำหนดขึ้น” คำร้องระบุ

  • ชี้ทรัมป์รวบรัดไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

 

รัฐต่างๆ โต้แย้งว่า มาตรา 301 อนุญาตให้ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าได้ก็ต่อเมื่อมีการสอบสวน “แนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ” เท่านั้น และกำหนดให้มาตรการภาษีที่ตามมาต้องถูกออกแบบให้มุ่งยุติพฤติกรรมนั้นอย่างเฉพาะเจาะจง

 

เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐ ใช้เวลาประมาณสองเดือนครึ่งในการสรุปผลการสอบสวนทั้ง 60 กรณี และจัดกลุ่มเศรษฐกิจเหล่านั้นออกเป็น 4 ระดับภาษี โดยมีช่องห่างของสองอัตราหลักเพียง 2.5 จุดร้อยละเท่านั้น

 

คำร้องยังกล่าวหาด้วยว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐ ไม่ได้ระบุตัวเชื่อมโยงระหว่างระดับอัตราภาษีกับระดับความแพร่หลายของสินค้าที่ปนเปื้อนแรงงานบังคับในแต่ละเศรษฐกิจ อีกทั้งยังไม่ได้กำหนดตัวชี้วัดหรือเงื่อนไขที่ประเทศต่างๆ สามารถทำได้เพื่อให้การจัดเก็บภาษีถูกยกเลิก

 

คำฟ้องยังชี้ไปที่ข้อยกเว้นที่รัฐต่างๆ ระบุว่าบ่อนทำลายเหตุผลของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น ผู้แทนการค้าสหรัฐ ยกเนื้อวัวแช่แข็งจากบราซิลเป็นหนึ่งในตัวอย่างสินค้าที่เชื่อมโยงกับแรงงานบังคับสามรายการ แต่กลับยกเว้นสินค้าเหล่านั้นไม่ให้ถูกเก็บภาษี

 

แคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กกล่าวในแถลงการณ์ว่า มาตรการเก็บภาษีดังกล่าวคือ “ภาษีที่ตกอยู่กับครอบครัวคนทำงานหนัก” โดยระบุว่ามันจะทำให้ราคาสินค้าอาหาร ของใช้จำเป็นในครัวเรือน วัสดุก่อสร้าง และสินค้าใช้สอยในชีวิตประจำวันอื่นๆ สูงขึ้น

 

คำฟ้องยังอ้างถึงช่วงเวลาที่ประกาศเก็บภาษีเป็นปัจจัยหนึ่ง โดยผู้แทนการค้าสหรัฐ ประกาศมาตรการนี้เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เพียงหนึ่งวันก่อนที่มาตรการจัดเก็บภาษีชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าจะหมดอายุ ทำให้ระบอบภาษีของทรัมป์สามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุด

 

ก่อนหน้านี้ศาลสูงสุดสหรัฐ วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act) ไม่ได้ให้อำนาจทรัมป์ในการเก็บภาษีศุลกากรชุดก่อนหน้า ต่อมาศาลการค้าก็ปฏิเสธการใช้มาตรา 122 ของรัฐบาล แต่คำตัดสินดังกล่าวถูกระงับไว้ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์

 

รัฐต่างๆ ยังอ้างข้อความที่รัฐบาลเคยให้สัมภาษณ์เป็นหลักฐานว่า ผลลัพธ์ของการใช้มาตรา 301 นั้นถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด กรีเออร์ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่จะหันไปใช้กฎหมายการค้าอื่นๆ ด้วยกำหนดเวลาที่เร่งรัดเพื่อ “รับประกันความต่อเนื่อง” ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ก็กล่าวว่าอัตราภาษีจะกลับไปอยู่ที่ “ระดับเดิมทุกประการ” ตามที่คำร้องระบุ

 

คดีนี้อย่างน้อยก็ถือเป็นการท้าทายทางกฎหมายครั้งที่สองต่อมาตรการภาษีชุดใหม่ ก่อนหน้านี้ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กก็ได้ยื่นฟ้องรัฐบาล โดยใช้เหตุผลในทำนองเดียวกันว่าทรัมป์ไม่สามารถอ้างอำนาจตามกฎหมายฉบับใหม่มาใช้เพื่อรื้อฟื้นมาตรการภาษีที่ถูกศาลสูงสุดเพิกถอนไปแล้วได้

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์