วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'อีวี'โตแกร่งหนุนยอดขายรถอาเซียน อินโดนีเซียพุ่ง 34%

ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมากกำลังช่วยหนุนตลาดรถยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระตุ้นยอดขายตั้งแต่อินโดนีเซียและมาเลเซียไปจนถึงไทยและเวียดนาม แต่เบื้องหลังยอดขายยังฉายภาพความแตกต่างของตลาดรถยนต์ในภูมิภาคนี้ 

นิกเคอิเอเชียตรวจสอบยอดขายรถยนต์ระหว่างเดือน เม.ย.ถึง มิ.ย. จากตลาดรถยนต์ใหญ่ในภูมิภาค รวมกันแล้วเพิ่มขึ้นราว 11% จากช่วงเดียวกันของปี 2025 ได้แรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย

อินโดนีเซียยังคงเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไตรมาสสอง ยอดขายเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบเป็นรายปีมาอยู่ที่227,545 คัน ทั้งนี้ มาตรการจูงใจจากภาครัฐและความสนใจที่เพิ่มขึ้นในรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอินจากจีนช่วยกระตุ้นการฟื้นตัว แม้ว่าการแข่งขันในหมู่ผู้ผลิตรถยนต์จีนที่ต้องการขยายฐานในตลาดอินโดนีเซียจะทวีความรุนแรงขึ้นก็ตาม

แบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียระบุว่า ช่วงครึ่งปีแรกยักษ์ใหญ่บีวายดีครองสัดส่วนราว 5.3% ในตลาดรถยนต์อินโดนีเซีย เจคู่ของเชอรีครองสัดส่วนราว 4%

ผู้ผลิตจีนไม่ได้มีแค่รถยนต์อีวีใช้แบตเตอรี แต่หลายบริษัทรวมทั้งบีวายดีและเชอรียังเปิดตัวรถปลั๊กอินเพื่อดึงลูกค้าที่กังวลเรื่องสถานีชาร์จและการเดินทางระยะไกลด้วย

มาเลเซียก็มียอดขายแข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน เพิ่มขึ้น 9.7% จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 201,242 คัน กระตุ้นให้สมาคมยานยนต์มาเลเซียต้องปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปีมาเป็น 800,000 คัน จาก 790,000 คัน โดยตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ความต้องการรถยนต์เอสยูวีที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้น

เอสยูวียังคงเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดประเภทหนึ่งในมาเลเซีย ขณะเดียวกันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น 106% เป็น 26,192 คันในครึ่งปีแรก แซงหน้ายอดขายรถยนต์ไฮบริดที่ 25,590 คันเป็นครั้งแรก ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดรวมกันเพิ่มขึ้น 69% เป็น 51,782 คัน และคิดเป็น 13.4% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 8.2% ในปีก่อนหน้า

 อานิสงส์ใหญ่มาจาก e.MAS ของโปรตอน e.MAS 5 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดของมาเลเซียช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ e.MAS 7 ตามมาเป็นที่ 2 ตัวเลขยอดขายชี้ให้เห็นว่า รถอีวีเริ่มได้รับความนิยมไปไกลเกินกว่าคนชอบลองอะไรใหม่ๆ ในตลาดมาเลเซียที่เคยเชื่อมั่นรถไฮบริดว่าเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลมากกว่า

ในประเทศไทยยอดขายรวมไตรมาสสองอยู่ที่ 164,883 คัน เพิ่มขึ้นราว 10% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่าปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งช่วยชดเชยยอดขายรถยนต์แบบดั้งเดิมซบเซาลงได้

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่สมดุล ระดับหนี้ครัวเรือนสูงและการพิจารณาสินเชื่ออย่างเข้มงวดส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถกระบะซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่สุดของไทยภาคส่วนหนึ่ง ในเวลาเดียวกันการใช้อีวีก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงผู้ผลิตจีนมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในตลาด

กระนั้น ความท้าทายของอุตสาหกรรมได้ขยายไปไกลกว่ายอดขายภายในประเทศ ช่วงครึ่งปีแรกการผลิตลดลง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 717,212 คัน ส่วนการส่งออกลดลง 8.3% ตอกย้ำแรงกดดันต่อสถานะฮับผลิตรถยนต์ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของไทย

 “เยียบ สวี ชวน” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาปิโก ไฮเทค ซัพพลายเออร์อะไหล่และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับนิกเคอิเอเชียเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ความท้าทายในระยะยาวไม่ใช่ความต้องการซบเซา แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับการเติบโตของผู้ผลิตรถยนต์จีน ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนซัพพลายเชนและพลวัตของการแข่งขันทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนเวียดนามให้ภาพที่แตกต่างออกไป สมาคมผู้ผลิตยานยนต์เวียดนาม (VAMA) รายงานยอดขายจากสมาชิกเพิ่มขึ้นเพียง 2% ในไตรมาสสอง มาอยู่ที่ 92,976 คัน อย่างไรก็ตาม ตลาดจะใหญ่กว่ามากเมื่อรวมยอดขายจากวินฟาสต์และฮุนได ซึ่งดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่นอย่าง Thang Cong Group เข้าไปด้วย นั่นหมายความว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมของเวียดนามในปัจจุบันมีขนาดเกือบเท่ากับตลาดไทย แม้คนเวียดนามเป็นเจ้าของรถยนต์น้อยกว่ามากก็ตาม

ที่แตกต่างจากตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยส่วนใหญ่คือ การเปลี่ยนผ่านไปหาอีวีของเวียดนามได้แรงหนุนเบื้องต้นมาจากหัวหอกในประเทศแทนที่จะเป็นผู้ผลิตต่างชาติ ปีก่อนวินฟาสต์แซงหน้าโตโยต้ามอเตอร์ขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดของประเทศ ห้าเดือนแรกของปี 2026 ขายรถได้ 98,000 คัน

การเติบโตของบริษัทเป็นผลจากการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จของบริษัทลูก “วีกรีน” ผู้บริโภคเองก็สนับสนุนแบรนด์ในประเทศอย่างแข็งขัน วินฟาสต์กำลังรุกใช้รถราคาถูกบุกตลาดมวลชน เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทเพิ่งเปิดตัวรถรุ่นวีเอฟ2 ราคาราว 7,100 ดอลลาร์ (237,850 บาท) ถูกที่สุดของบริษัทนับถึงขณะนี้ ตั้งเป้าขยายฐานผู้บริโภครายได้ปานกลาง

  •  ฟิลิปปินส์เล็งผงาดฮับผลิตรถยนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 ฟิลิปปินส์ยังคงตามหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ยอดขายไตรมาสสองร่วงลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 97,988 คัน แย่ที่สุดตลาดหนึ่งในภูมิภาค แต่รัฐบาลก็เชื่อมั่นอย่างมากว่าความต้องการอีวีที่เพิ่มมากขึ้นจะนำไปสู่การผลิตในประเทศได้ในที่สุด

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ เพิ่งประกาศโครงการ 1 พันล้านดอลลาร์ สนับสนุนการผลิตอีวีในประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการแข่งขันของภูมิภาคในการดึงดูดการลงทุนอีวีและสร้างซัพพลายเชนท้องถิ่น หลังจากไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามมีโครงการริเริ่มแบบนี้มาแล้ว

ด้านสิงคโปร์ยังคงเป็นตลาดรถยนต์เล็กสุดตลาดหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครึ่งแรกของปี 2026 มีรถใหม่จดทะเบียนราว 27,000 คัน แต่สิงคโปร์ก็ผงาดขึ้นมาเป็นตลาดอีวีทันสมัยที่่สุดของภูมิภาค ยอดจดทะเบียนใหม่เป็นอีวีราว 62% เพิ่มขึ้นมากจากราว 40% ในปีก่อนหน้า

การที่สิงคโปร์เปลี่ยนมาหาอีวีได้ดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์จากจีน ยุโรป และที่อื่นๆ บีวายดียังคงเป็นแบรนด์ขายดีสุดในสิงคโปร์ ขณะที่ผู้ผลิตรถแบรนด์หรูต่างคาดหวังกับความต้องการรถไฟฟ้าที่กำลังเติบโตขึ้นเช่นกัน

“ลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี เราเชื่อว่า Cayenne Electric เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับตลาดนี้” เฮนริก ไดรเออร์ ผู้อำนวยการฝ่ายนำเข้าประจำสิงคโปร์ของปอร์เช่ เอเชียแปซิฟิก กล่าวขณะบริษัทเปิดตัว Cayenne Electric รุ่นใหม่ เมื่อเดือน ก.ค.

ประสบการณ์ที่แตกต่างกันทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอกย้ำว่า ภูมิภาคนี้กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านไปหาอีวีด้วยวิถีทางที่แตกต่างกัน แบรนด์จีนทวีความสำคัญในอินโดนีเซียและไทยมากขึ้นทุกขณะ มาเลเซียกำลังมาถึงจุดที่อีวีเริ่มแซงไฮบริด เวียดนามโดดเด่นจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของวินฟาสต์ บริษัทรถยนต์ในประเทศ และสิงคโปร์เผยให้เห็นว่าตลาดอีวีที่เติบโตเต็มที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อการยอมรับอีวีกำลังไปได้ดี หลายประเทศกำลังมองไกลกว่ายอดขายรถไปหาการผลิต ซัพพลายเชน และการจ้างงานมากขึ้น สิ่งที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีคือขณะนี้รัฐบาลมะนิลากำลังลงเล่นในเกมนี้ด้วย โดยประกาศโครงการใหม่เพื่อ “วางสถานะฟิลิปปินส์เป็นฮับการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค”