วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม 2569

Login
Login

ทำไมสหรัฐช่วยญี่ปุ่น 'แทรกแซงค่าเงิน' ถ้าเงินเยนดิ่งเหว อเมริกาเองก็ไม่รอด

อย่างเป็นทางการ! สหรัฐช่วยญี่ปุ่น ‘แทรกแซงค่าเงินเยน’ ร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ เปิดเหตุผลเบื้องหลังการพลิกฟื้นค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี เพราะถ้าเยนพัง ‘ตลาดพันธบัตรสหรัฐและดอลลาร์’ ก็อาจไม่รอดด้วย แต่เชื่อว่าครั้งนี้ไม่ถึงขั้นจุดชนวน ‘Plaza Accord’ รอบใหม่

การที่รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อพยุง "ค่าเงินเยน" ที่อ่อนค่าลงอย่างหนักในรอบ 40 ปี ได้ก่อให้เกิดคำถามตามมาทันทีว่า อะไรคือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลัง "การแทรกแซงค่าเงินร่วมกัน" ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก 

การแทรกแซงร่วมกันครั้งนี้ถือเป็น "ครั้งแรกในรอบ 28 ปี" ที่สหรัฐและญี่ปุ่นร่วมกันเข้าซื้อเงินเยน นับตั้งแต่รัฐบาลประธานาธิบดีบิล คลินตัน ช่วยญี่ปุ่นซื้อเงินเยนเพื่อพยุงค่าเงินหลังเกิด "วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชีย" และยังถือเป็นการแทรกแซงร่วมกันครั้งแรกของทั้งสองประเทศนับตั้งแต่กลุ่ม G7 เข้าแทรกแซงเพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลง หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวญี่ปุ่นครั้งใหญ่ในปี 2011

ถ้าเยนดิ่งเหว 'บอนด์-ดอลลาร์' ก็ไม่รอด

บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ความกังวลต่อ "ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ" และ "เสถียรภาพระบบการเงินของญี่ปุ่น" อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้วอชิงตันนั่งไม่ติด

รัฐบาลญี่ปุ่นมีความกังวลต่อการอ่อนค่าของเงินเยนมากขึ้น หลังค่าเงินเยนเพิ่งร่วงลงสู่ระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เงินเยนเคยอ่อนค่าลงแตะระดับ 163.73 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนจะดีดฟื้นขึ้นกลับมาอยู่ที่ 157.57 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์

บรรดาผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า หนึ่งในความกังวลสำคัญที่สุดของรัฐบาลวอชิงตันคือ การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นจำเป็นต้อง "เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ" จำนวนมาก เพื่อนำเงินไปใช้ในการแทรกแซงค่าเงินฝ่ายเดียว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้ผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลก

หลุยส์ ลู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Oxford Economics กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจเป็น "หนึ่งในเหตุผลสำคัญ" ที่ทำให้วอชิงตันเข้าร่วมการแทรกแซงครั้งนี้

"นี่เป็นเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองด้วย ตลาดซึ่งผันผวนจากนโยบายการคลังที่อาจเข้มข้นมากขึ้นของญี่ปุ่น อาจลุกลามมายังตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไปด้วย และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเงินดอลลาร์ตามมา" ลูกล่าว

การที่ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐต่างเน้นย้ำถึงโครงการ "FIMA Repo Facility" ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดทางให้ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถกู้ยืมสภาพคล่องสกุลดอลลาร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐออกมาโดยตรง "ถือเป็นสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการเทขายพันธบัตรให้ได้มากที่สุด"

กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยรายละเอียดในวันจันทร์นี้ (3 ส.ค.) ว่า มีแผนจะใช้ FIMA Repo Facility สำหรับการแทรกแซงค่าเงินในอนาคต 

บอนด์ญี่ปุ่น JGB ก็เสี่ยงกระทบโลก

มาซาฮิโกะ ลู นักกลยุทธ์มหภาคอาวุโสของ State Street ระบุว่า สัญญาณดังกล่าว "อาจมีความสำคัญยิ่งกว่าการแทรกแซงค่าเงินเสียอีก" เพราะสะท้อนว่าความกังวลของสหรัฐไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอ่อนค่าของเงินเยน แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงที่ความผันผวนในตลาด "พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น" (JGB) จะลุกลามไปยังตลาดการเงินโลกด้วย

หากเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง อาจนำไปสู่แรงขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น และอาจลุกลามไปยังกระแสการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ในช่วงที่ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐต่างกำลังเผชิญต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

"การเน้นย้ำเรื่องการเข้าถึงโครงการ FIMA Repo Facility ของเฟด เป็นการส่งสัญญาณต่อตลาดว่า ญี่ปุ่นสามารถระดมสภาพคล่องสกุลดอลลาร์ได้โดยไม่ต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งช่วยคลายความกังวลว่าการแทรกแซงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นจะกดดันตลาดเงินของสหรัฐผ่านการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสั้น" นักวิเคราะห์กล่าวพร้อมระบุว่า "นี่เป็นความพยายามที่จะเพิ่มพลังของการส่งสัญญาณให้มากที่สุด และใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด"

นับตั้งแต่ต้นปี 2026 มานี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วเกือบ 57 จุดเปอร์เซนต์

สัมพันธ์สหรัฐ-ญี่ปุ่นก้าวสู่ "ระยะใหม่"

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐเข้าร่วมการแทรกแซงค่าเงินเพื่อพยุงเงินเยนร่วมกับญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงการสนับสนุนญี่ปุ่นและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก

นอกเหนือจากการปกป้องตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแล้ว การแทรกแซงครั้งนี้ยังสะท้อนถึง "ลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์" ในวงกว้างของรัฐบาลวอชิงตันด้วย

นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics กล่าวว่า สหรัฐเคยแสดงจุดยืนมาตลอดว่า "เงินเยนอ่อนค่ากว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมาก" จึงมีแรงจูงใจที่จะช่วยแก้ไขสิ่งที่มองว่าเป็น "ความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม" เพราะเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้สินค้าส่งออกของญี่ปุ่นสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

หากรัฐบาลวอชิงตันเชื่อว่านโยบายการคลังของญี่ปุ่นกำลังผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า การแทรกแซงร่วมกันก็อาจช่วยซื้อเวลาให้ "ธนาคารกลางญี่ปุ่น" (BOJ) จนกว่าบีโอเจจะอยู่ในสถานะที่สามารถกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้งภายในปีนี้

การจะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของญี่ปุ่น มากกว่าการแทรกแซงค่าเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เจสเปอร์ คอลล์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการบริษัท Monex กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างของ "ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น" ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ

"ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่" คอลล์กล่าวพร้อมระบุว่า การแทรกแซงร่วมกันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า "เมื่อญี่ปุ่นร้องขอความช่วยเหลือ สหรัฐก็พร้อมตอบรับ" พร้อมทั้งมองว่าการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปยัง "กรุงปักกิ่ง" ด้วย เพราะผู้นำจีนให้ความสำคัญกับการกระทำ มากกว่าคำพูด

วิษณุ วรธาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ของ Mizuho Securities กล่าวว่า การแทรกแซงค่าเงินร่วมกันมีประสิทธิภาพมากกว่าโดยธรรมชาติ เพราะมีสหรัฐเข้าร่วมด้วย

"ประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน" มาจากการมีส่วนร่วมของกระทรวงการคลังสหรัฐและเฟด ซึ่งทำให้ตลาดมีเหตุผลมากขึ้นที่จะเชื่อว่า ทางการพร้อมจะดำเนินการอีกครั้งหากจำเป็น ประกอบกับการที่ทั้งสองรัฐบาลประกาศว่าจะ "ไม่ลังเล" ที่จะแทรกแซงอีกครั้ง ยิ่งช่วยเพิ่มแรงยับยั้งต่อการเก็งกำไรที่กดดันค่าเงินเยน

การเข้าร่วมของสหรัฐยังช่วยลดความกังวลว่า การแทรกแซงของญี่ปุ่นจะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นจากการต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งยังช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเองด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การดำเนินการร่วมกันครั้งนี้อาจไม่ได้ให้ผลยั่งยืนมากกว่าการแทรกแซงในอดีต หากญี่ปุ่นยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของการอ่อนค่าของเงินเยนได้

หวั่นได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม

มีรายงานข่าวหลายสำนักที่ระบุว่า สหรัฐขาย "เงินยูโร" แทนการขายดอลลาร์เพื่อนำเงินไปซื้อเยน สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด เนื่องจากที่ผ่านมา การแทรกแซงร่วมกันมักใช้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์เป็นแหล่งเงินทุน

โรบิน บรูกส์ นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institution ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกลไกของการดำเนินการของสหรัฐครั้งนี้ว่า วิธีการดังกล่าว "กำลังสร้างความสับสนให้กับตลาด และท้ายที่สุดอาจให้ผลตรงกันข้าม"

"ในเบื้องต้น ตลาดอาจรู้สึกว่าการแทรกแซงครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าครั้งก่อนๆ แต่การเข้าร่วมของสหรัฐกลับสร้างคำถามมากกว่าคำตอบ โดยเฉพาะข่าวที่ค่อนข้างน่าแปลกว่ารัฐบาลสหรัฐเลือกขาย 'เงินยูโร' เพื่อนำมาซื้อเงินเยน" บรูกส์กล่าว

"ในมุมมองของผม ความพลิกผันลักษณะนี้กลับลดทอนประสิทธิผลของการมีส่วนร่วมของสหรัฐ เพราะทำให้ตลาดตั้งคำถามว่า เหตุใดสหรัฐจึงไม่ใช้เงินดอลลาร์เป็นแหล่งเงินทุนในการซื้อเงินเยนโดยตรง" โดยบรูกส์มองว่าในท้ายที่สุดแล้ว การแทรกแซงจะไม่สามารถหยุดยั้งการอ่อนค่าของเงินเยนได้ หากต้นเหตุยังมาจากตลาดพันธบัตรของญี่ปุ่น

"ตราบใดที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นยังถูกกดไว้ในระดับต่ำโดยมาตรการของภาครัฐ...เงินเยนก็ยังมีมูลค่าสูงเกินจริงและจำเป็นต้องอ่อนค่าลง" บรูกส์กล่าว

โดยแม้ว่า BOJ จะยุตินโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve Control) อย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค. 2567 แต่ก็ยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในปริมาณมาก ซึ่งบรูกส์มองว่าเป็นปัจจัยที่ยังคง "กดต้นทุนการกู้ยืม" ให้ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นในตลาดเสรี

ด้านลู จาก State Street ก็เห็นตรงกันว่า การแทรกแซงสามารถซื้อเวลาได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางในระยะยาวได้

"การแทรกแซงอาจกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่การดำเนินนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติของ BOJ และกระแสการป้องกันความเสี่ยง จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในอีกหลายปีข้างหน้า"

จุดเริ่มต้น Plaza Accrod ฉบับใหม่?

การที่สหรัฐโดดเข้ามาร่วมวงแทรกแซงค่าเงินในครั้งนี้ อาจทำให้หวนนึกถึงข้อตกลง "พลาซา แอคคอร์ด" (Plaza Accord) ปี 1985 ที่กลุ่มประเทศใหญ่นำโดยสหรัฐ กดดันญี่ปุ่นที่กำลังเป็นมหาอำนาจการส่งออกโลกในขณะนั้น และกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแทน จนค่าเงินเยนที่เคยอ่อนค่าไปถึง 240 เยนต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 120 เยนต่อดอลลาร์ภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี 

สื่อต่างประเทศเคยรายงานตั้งแต่ปีที่แล้วว่า รัฐบาลทรัมป์ต้องการเสนอ Game Changer ใหม่เหมือนกับพลาซา แอคคอร์ด โดยมีการพูดกันถึงกรอบแนวคิด "Mar-a-Lago Accord" ที่ต้องการกดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้อ่อนค่าลง ฟื้นภาคการผลิต และให้สหรัฐมีอำนาจในการส่งออกมากขึ้น แต่ที่สุดแล้วแนวคิดนี้ก็ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมา มีเพียงการประกาศมาตรการภาษีครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม การนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับ Plaza Accord อาจยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินไป เพราะยังไม่มีการประสานนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ระหว่างประเทศ หรือการปรับโครงสร้างระบบการเงินโลกเหมือนในปี 1985 หากแต่เป็นความร่วมมือเฉพาะหน้าเพื่อพยุงค่าเงินเยนและรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินเป็นหลัก

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การที่สหรัฐยอมกลับเข้ามามีบทบาทโดยตรงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ก็อาจถือเป็นการ "ส่งสัญญาณเชิงนโยบาย" ได้ว่า วอชิงตันจะไม่ปล่อยให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่าลงมากเกินไป จนบิดเบือนความสามารถในการแข่งขันทางการค้า หรือสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก

 

ที่มา: CNBC, กรุงเทพธุรกิจรวบรวม