วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2569

Login
Login

ภาคการผลิต ‘จีน’ หดตัวพลิกโผ ก.ค. เซ่นอุปสงค์ทรุด-ไต้ฝุ่น กดดันรัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตของจีนในเดือน ก.ค. พลิกกลับมาหดตัวผิดคาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.พ. หลังเผชิญผลกระทบหนักจากคำสั่งซื้อในประเทศลดลงและพายุไต้ฝุ่นที่ทำให้การผลิตหยุดชะงัก ขณะเดียวกันแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก็เริ่มแผ่วลง จนสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลปักกิ่งให้ต้องเร่งงัดมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers' Index - PMI) ภาคการผลิต ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.2 จากระดับ 50.3 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นการร่วงลงต่ำกว่าระดับ 50 จุด ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างการขยายตัวและการหดตัว และยังต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เฉลี่ยที่ระดับ 50 อีกด้วย

ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นสถิติที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. และเป็นการยุติสถิติการขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือนที่มักจะอยู่ในระดับเท่ากับหรือสูงกว่า 50 ขึ้นไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้ส่งออกเร่งจัดส่งสินค้าเพื่อหนีการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ

ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งดัชนีรวมในครั้งนี้มาจากดัชนีย่อยคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลงแตะ 48.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 38 เดือน

จูเลียน อีแวนส์-พริตชาร์ด หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์จีนจากสถาบันวิจัย Capital Economics ประเมินว่า "ความอ่อนแอภายในประเทศดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลัก ในขณะที่ดัชนีคำสั่งซื้อส่งออกก็อ่อนตัวลงเล็กน้อยเช่นกัน" โดยคาดหวังว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะเดินหน้าปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลปักกิ่งในการสนับสนุนนโยบายเพื่อพยุงอุปสงค์ในประเทศ

ดัชนีการผลิตที่อ่อนแอยังลุกลามไปในภาคส่วนอื่นๆ ข้อมูลจาก Wind ชี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการก่อสร้างดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 47.0 ขณะที่ดัชนีภาคบริการร่วงลงสู่ระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่การล็อกดาวน์โควิด-19 และดัชนี PMI รวม ลดลงเหลือ 49.3 ซึ่งต่ำสุดนับตั้งแต่การระบาดสิ้นสุดลงในปี 2022

โฆษกสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนี PMI อ่อนแอลง มาจากพายุไต้ฝุ่นหลายลูกที่พัดถล่มเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้โครงการหลายแห่งต้องหยุดชะงักลง

การส่งออกเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในปีนี้ แต่ข้อมูลจากการสำรวจของ China Beige Book ระบุว่า การจัดส่งสินค้าไปยังสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน สวนทางกับภาพรวมในเดือน มิ.ย. ที่การจัดส่งไปยังสหรัฐพุ่งขึ้น 14% ซึ่งช่วยหนุนให้ภาพรวมการส่งออกทะยานขึ้นถึง 27% ซึ่งครั้งนั้นนับเป็นการขยายตัวเร็วที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี เนื่องจากภาคธุรกิจเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า ก่อนที่สหรัฐจะปรับขึ้นภาษีในช่วงปลายฤดูร้อน

นอกจากนี้ China Beige Book ยังพบว่า ยอดค้าปลีกในเดือน ก.ค. ลดลงทั้งเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารที่หดตัวอย่างรุนแรง

ตัวเลขเหล่านี้ถูกเปิดเผยออกมาเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของจีนยอมรับถึงความยากลำบากและความท้าทายที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญ พร้อมให้คำมั่นว่าจะเร่งรัดการใช้จ่ายทางการคลังและออกมาตรการพยุงการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวเพียง 4.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี และหลุดกรอบเป้าหมายขั้นต่ำของทั้งปีที่ทางการตั้งไว้ที่ 4.5% ถึง 5%

ข้อมูลครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้ตลาดคาดหวังถึงการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม แม้ว่าแถลงการณ์ของกรมการเมืองจะยังไม่มีการระบุถึงมาตรการใดเพิ่มเติมก็ตาม

นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group ประเมินว่า ผู้นำจีนมองเห็นความเสี่ยงที่การเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังจะต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากภาคเศรษฐกิจใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่สามารถเติบโตชดเชยการชะลอตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้

อย่างไรก็ตาม ทางการจีนจะยังคงยึดแนวทางให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยง มากกว่าการเร่งการเติบโตในระยะสั้น โดยมองว่าปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ หนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่น และสถาบันการเงินขนาดเล็ก เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการบริหารจัดการ มากกว่าจะเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างฉับพลัน