สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งนำโดยนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรี ปรับลดมุมมองต่อการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2569 เหลือ 0.9% จากคาดการณ์เดิมในเดือนม.ค. ที่ 1.3% สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมีแนวโน้มกดดันภาพรวมการเติบโต แม้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจจะยังยืดหยุ่นและได้รับแรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ตาม
ทั้งนี้ รัฐบาลจะแถลงตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ในวันที่ 17 ส.ค. 2569
บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ตัวเลขการเติบโตที่ลดลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมความต้องการซื้อในประเทศที่อ่อนตัวลง คาดการณ์ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว 0.9% ในปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งปรับตัวลงจากคาดการณ์เดิมที่ 1.3% ส่วนรายจ่ายฝ่ายทุนมีแนวโน้มขยายตัว 2.3% ปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.8% ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากเดิม 1.9% เป็น 2.2% เช่นเดียวกัน
ปัจจุบันรัฐบาลของนางทาคาอิจิ กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากความนิยมของคณะรัฐมนตรีเริ่มปรับตัวลดลง ผู้ลงคะแนนเสียงส่วนหนึ่งเริ่มไม่พอใจมากขึ้นต่อแนวโน้มการเติบโตของค่าแรงเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการเติบโตของเงินเฟ้อภายในประเทศ ส่วนนางทาคาอิจิเองก็เผชิญกับคำวิจารณ์ว่าให้ความสำคัญกับนโยบายเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าการจัดการปัญหาค่าครองชีพระยะสั้นภายในประเทศ
ทั้งนี้ คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจของรัฐบาลสวนทางกับตัวเลขของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่มองภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจในเชิงบวกมากกว่า
แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อของบลูมเบิร์ก เผยว่า บีโอเจมีกำหนดประชุมเพื่อทบทวนประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ขึ้นจากเดิมที่ 0.5% ในสัปดาห์นี้ จากภาพรวมการส่งออกที่ยืดหยุ่นและความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ของโลกขยายตัวขึ้น
สำหรับปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินการเติบโตจีดีพีที่แท้จริงไว้ที่ 1.1% จากความคาดหวังความต้องการซื้อในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นจากการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ และเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศมากขึ้นจากกลยุทธ์ส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล
ทั้งนี้ จีดีพีที่แท้จริง หรือ Real GDP Growth คือตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หักผลกระทบจากเงินเฟ้อและความผันผวนของราคาออกไป
รายงานฉบับดังกล่าวยังตอกย้ำเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวของรัฐบาลด้วย โดยประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนจะแตะระดับราว 240 ล้านล้านเยน (1.5 ล้านล้านดอลลาร์) ภายในปีงบประมาณ 2583 ภายใต้สถานการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ 250 ล้านล้านเยนที่ระบุไว้ในแผนนโยบายเศรษฐกิจประจำปีฉบับล่าสุด
ทั้งนี้ รัฐบาลระบุว่าจีดีพีตามราคาตลาดซึ่งมีการปรับเงินเฟ้อและความผันผวนของราคาเข้าไป หรือ Norminal GDP มีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับ 1,100 ล้านล้านเยนภายในปีงบประมาณ 2583 โดยได้แรงหนุนหลักจากการลงทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น
คณะรัฐมนตรียังปรับปรุงประมาณการฐานะทางการคลังในระยะกลางด้วย โดยดุลการคลังพื้นฐาน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพทางการคลังที่ไม่รวมภาระดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะ มีแนวโน้มขาดดุล 1.2 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งขาดดุลมากกว่าประมาณการเดิมในเดือน มิ.ย. ที่ 8 แสนล้านเยน
รัฐบาลระบุว่าฐานะที่ทรุดตัวลงนี้สะท้อนผลกระทบจากงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งหักลบกับรายได้จากภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าคาด
การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลนี้เป็นเป้าหมายทางการคลังสำคัญของญี่ปุ่นมาโดยตลอด แม้ก่อนหน้านี้นางทาคาอิจิจะให้ความสำคัญของเป้าหมายดังกล่าวน้อยลงโดยหันไปให้ความสำคัญกับการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีแทน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะติดตามดุลการคลังพื้นฐานแบบเฉลี่ยโดยภาพรวมเเทน
ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงคาดการณ์ว่าดุลการคลังพื้นฐานจะกลับมาเกินดุลที่ 1.4 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณ 2570 แม้จะตั้งสมมติฐานว่ามีการใช้จ่ายทางการคลังเพิ่มเติมอีก 10 ล้านล้านเยนก็ตาม โดยมีเงื่อนไขว่าแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจะต้องเป็นไปตามที่คาดไว้
อ้างอิง: Bloomberg


