วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2569

Login
Login

ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยเตือน ไม่ร่วมมือกับค่ายรถจีน ก็อยู่ไม่รอด

ซีอีโออาปิโกเตือน 'ไม่ร่วมมือจีน อาจอยู่ไม่รอด' มองรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ชี้ผู้ประกอบการต้องเร่งหาพันธมิตรเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

"ไม่ร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์จีน ก็อาจอยู่ไม่รอด" คือคำเตือนล่าสุดของ อาปิโก ไฮเทค (Aapico Hitech) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทยในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน

ในมุมมองของ "เยียบ สวี ชวน" ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของอาปิโก ความร่วมมือกับผู้ผลิตจีนคือหนทางเดียวที่บริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์จะอยู่รอดได้ในระยะยาว เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ โดยมีผู้ผลิตจีนเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบจากต้นทุนที่ต่ำกว่าและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่า

เยียบ ซึ่งเป็นผู้บริหารของอาปิโก บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในกรุงเทพฯ ที่ก่อตั้งมาแล้ว 30 ปี และมีรายได้รวมทั่วโลก 2.82 หมื่นล้านบาทในปี 2568 กล่าวว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดที่เคยถูกครองโดย "ค่ายรถญี่ปุ่น" กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกเช่นกัน

"ค่ายรถญี่ปุ่นกำลังสับสนไปหมด" เยียบให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ เอเชีย "ในระยะยาว การอยู่รอดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับบริษัทจีนมากขึ้น และคงเป็นเรื่องยากที่จะหยุดยั้งพวกเขา"

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และการที่มาซาฮิโกะ มาเอดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียของ "โตโยต้า มอเตอร์" เพิ่งกล่าวถึงเมื่อต้นเดือนนี้ว่ากำลังอยู่ใน "ช่วงเวลาวิกฤติ" นั้น ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันของรถยนต์จีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ภายในประเทศด้วย เช่น ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การสนับสนุนธุรกิจจากภาครัฐที่จำกัด และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้า

ในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขายรถยนต์ 621,166 คัน เพิ่มขึ้น 8.6% จาก 572,675 คันในปี 2567 ถือเป็นการกลับมาเติบโต "เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี" แต่ยังถือว่าต่ำกว่าไม่ถึงครึ่งจากระดับสูงสุดซึ่งเคยทำไว้ที่ 1.43 ล้านคันในปี 2555 โดยยอดขายทั้งหมดในปีที่แล้วเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไปถึง 121,962 คัน  

ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยเตือน ไม่ร่วมมือกับค่ายรถจีน ก็อยู่ไม่รอด

ขณะที่กำลังการผลิตรถยนต์ในประเทศลดลงจาก 2.46 ล้านคันในปี 2556 เหลือเพียง 1.45 ล้านคันในปีที่ผ่านมา เยียบคาดว่าตัวเลขดังกล่าว "จะยังคงลดลงต่อเนื่อง" จากแรงกดดันหนี้ครัวเรือนในประเทศและรูปแบบการส่งออกที่เปลี่ยนแปลงไป

รถจีนเปลี่ยนเกมโลก

ผู้ก่อตั้งอาปิโกคาดการณ์ว่า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจีนจะนำไปสู่ "โลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่" ที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ดั้งเดิมต้องปรับตัว ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็กจะกลายเป็นซัพพลายเออร์ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับบรรยากาศโดยรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา หลัง "ฮอนด้า มอเตอร์" ประกาศผลขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทระบุว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ "เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน และแนวโน้มยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน" และยอมรับว่ากำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยโมบิลิตี โกลบอลในสหรัฐ ระบุว่า ส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ทั่วโลกของผู้ผลิตรถยนต์จีนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แตะ 25% ในปี 2568 จากแรงส่งของกลุ่มรถยนต์อีวีราคาราคาประหยัด ในขณะที่ส่วนแบ่งของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกลับลดลง 4 จุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 26% นำหน้าจีนอยู่แค่เล็กน้อย

เยียบคาดว่าในอนาคต รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะเหลือสัดส่วนเพียงประมาณหนึ่งในสามของตลาดโลก อีกหนึ่งในสามจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน และอีกหนึ่งในสามจะเป็นรถยนต์ไฮบริดประเภทต่างๆ โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์อีวีเพิ่มขึ้นปีละ 3.5 ล้านคันต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี จนถึงปี 2568 และปัจจุบันรถอีวีคิดเป็นสัดส่วนราว 5% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมดทั่วโลกแล้ว

"เมื่อสามปีก่อนตอนรถจีนเข้ามาในไทย ทุกคนบอกว่ามันเป็นรถคุณภาพแย่" เยียบกล่าว "แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว ทั้งตัวรถ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบต่างๆ ล้ำหน้ามาก เด็กและคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ"

"พวกเขาจะชนะสงครามนี้แน่นอน" ผู้ก่อตั้งอาปิโกกล่าว "รู้ไหมว่าทำไม เพราะคนทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรือที่ไหนก็ยังติดกรอบความคิดแต่เรื่องเครื่องยนต์สันดาป พวกเขามีสมองแบบ ICE แต่จีนเริ่มต้นจากรถอีวี กรอบความคิดของพวกเขาจึงมีแต่อีวี อีวี และอีวี"

อย่างไรก็ตาม เยียบไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่จีนจะ "ชนะ" และกล่าวว่าปัจจุบันการผลิตของอาปิโกกว่า 97% ยังคงเป็นการผลิตให้บริษัทที่ไม่ใช่จีน แม้จะลดลงจากเกือบ 100% เมื่อ 3 ปีก่อนก็ตาม พร้อมเสริมว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศเอเชียกำลังเร่งตัวขึ้น เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มียอดขายอีวีเพิ่มขึ้นจากศูนย์เป็น 15% ภายในเวลาเพียงแค่ 5 ปี ขณะที่ประเทศไทยก็เพิ่มจาก 1% เป็น 23%

ตลาดสำคัญที่เยียบมองว่าจะสามารถ "ต้านทานการรุกคืบ" ของผู้ผลิตจีนได้ในระยะสั้นถึงระยะกลางคือ "สหรัฐ" เนื่องจากมีมาตรการคุ้มครองตลาดมากกว่าประเทศอื่นๆ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา อาปิโกได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท Sodecia ของโปรตุเกส เพื่อสร้างโรงงานในรัฐเซาท์แคโรไลนา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับบริษัทสเกาท์ มอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของโฟล์คสวาเกน

อาปิโกโตจากไทยสู่ต่างประเทศ

นักธุรกิจชาวมาเลเซียวัย 78 ปี ก่อตั้งอาปิโกในปี 2539 หลังธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ดล้มเหลวจากภาระหนี้จำนวนมาก และถูกซ้ำจากวิกฤติการเงินเอเชียในปีถัดมา แม้จะเผชิญมรสุมใหญ่แต่อาปิโกก็สามารถผ่านพ้นมาได้ และมีรายได้เพิ่มจาก 1.04 พันล้านบาทในปี 2543 เป็น 3.04 หมื่นล้านบาทในปี 2566

ปัจจุบัน อาปิโกผลิตชิ้นส่วนตั้งแต่โครงรถยนต์ ถังน้ำมัน ไปจนถึงระบบส่งกำลัง และยังเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนให้กับ "วินฟาสต์" ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค

เยียบเผยว่าเขาตั้งชื่อบริษัทว่า "Aapico" โดยใช้ตัวอักษร A สองตัว เพื่อให้ชื่อบริษัทขึ้นเป็นอันดับแรกในรายชื่อเรียงตามตัวอักษร หลังจากเบื่อที่ชื่อของบริษัทตัวเองมักอยู่ท้ายรายการเสมอ

ปัจจุบันอาปิโกมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ คิดเป็น 72% ของรายได้ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการ 28% และธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และบริการด้านการเดินทาง (Mobility) ไม่ถึง 1%

ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยเตือน ไม่ร่วมมือกับค่ายรถจีน ก็อยู่ไม่รอด

เยียบเริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่จีนตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งระดับโลก ปัจจุบันอาปิโกมีบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทั้งหมด 52 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 32 แห่ง และต่างประเทศ 20 แห่ง โดยรายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 47.6% ของรายได้รวมในปี 2568 บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2545 และเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จดทะเบียนรายใหญ่ที่สุดของไทย แต่ในแง่รายได้อาปิโกยังมีขนาดเพียงประมาณ 32% ของ "ไทยซัมมิท" ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

เลี่ยงผลกระทบจีนได้ยาก

แม้อาปิโกจะร่วมมือกับบริษัทจีนหลายแห่ง แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเติบโตของรถยนต์จีนทั้งในกลุ่มราคาประหยัดและกลุ่มพรีเมียมได้ โดยกำไรสุทธิของบริษัทลดลงจาก 1.6 พันล้านบาทในปี 2566 เหลือ 747 ล้านบาทในปี 2567 และลดลงอีกเป็น 731 ล้านบาทในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 314 ล้านบาท

ผลกระทบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทย รายได้ในประเทศลดลง 26.6% จากระดับสูงสุด 1.87 หมื่นล้านบาทในปี 2566 เหลือ 1.37 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.17 หมื่นล้านบาท เป็น 1.25 หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน

เยียบกล่าวว่า "ปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของไทย" นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และการที่ภาครัฐสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างจำกัดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งเช่นกัน โดยมองว่าในประเทศไทยนั้น ภาคธุรกิจต้องขับเคลื่อนตัวเองเป็นหลัก รัฐอาจช่วยบ้าง แต่ก็ไม่มากเหมือนในญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์

แต่สำหรับคำถามว่า "การลงทุนโดยตรงจากจีนทั้งหมดเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่นั้น" เยียบกล่าวว่าเป็น "คำถามที่ตอบยาก"

"ไม่มีประเทศไหนบอกว่าการลงทุนจากต่างชาติเป็นเรื่องไม่ดี เพราะการลงทุนจากต่างชาตินำเงินเข้ามา สร้างงาน และต้องจัดหาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเพื่อการผลิตทั้งสำหรับขายในประเทศและส่งออก ดังนั้นจึงบอกว่าไม่ดีไม่ได้ แต่ก็อาจทำลายบริษัทท้องถิ่นบางแห่ง" ประธานอาปิโกกล่าว "แล้วจะตัดสินอย่างไรว่าอะไรดีหรือไม่ดี เศรษฐกิจอาจเติบโต แต่ผู้ประกอบการในประเทศบางส่วนก็ได้รับผลกระทบ"

เยียบยอมรับว่า อาปิโกเองก็ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนจำนวนมาก "นำเข้าชิ้นส่วนจากจีน" แต่ยังโชคดีที่ปริมาณการผลิตรถยนต์จีนในไทยยังไม่มาก แต่ละค่ายอาจผลิตได้ไม่เกินประมาณ 50,000 คันต่อปี

"สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในวันนี้คือ ผมกำลังมองหาบริษัทจีนมาเป็นพันธมิตรอย่างจริงจัง เพื่อว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาจะได้ร่วมงานกับเรา" เยียบกล่าว 

 

ที่มา: Nikkei Asia