วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'แป้งจอห์นสัน' ยอมจ่ายมหาศาล 1.8 แสนล้าน ยุติคดีแป้งเด็กโยง 'มะเร็ง' ในสหรัฐ

'แป้งจอห์นสัน' ยอมจ่ายเงินมหาศาลกว่า 1.8 แสนล้าน ขอยอมความยุติคดีแป้งเด็กโยงเคส 'มะเร็ง' ในสหรัฐ เกือบ 7 หมื่นคดีทั่วประเทศที่ยืดเยื้อมานานกว่าสิบปี

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ตกลงข้อเสนอจ่ายเงินสูงสุด 5.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.85 แสนล้านบาท) เพื่อยุติคดีความ เกือบ 7 หมื่นคดีทั่วสหรัฐ ที่กล่าวหาว่า "แป้งเด็ก" และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแร่ทัลก์ (Talc) ของบริษัทเป็นสาเหตุของโรค "มะเร็งรังไข่" ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของบริษัทในการปิดฉากข้อพิพาททางกฎหมายอื้อฉาวที่ยืดเยื้อมานานมากกว่า 10 ปี

J&J ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมคดีประมาณ 69,000 คดี ในศาลรัฐบาลกลางและศาลของแต่ละรัฐ คิดเป็น 99.75% ของคดีที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์แร่ทัลก์ทั้งหมดที่ยังค้างอยู่ในสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก "โจทก์" ผู้ยื่นฟ้องในศาลรัฐบาลกลางและศาลของรัฐอย่างน้อย 95% บริษัทระบุว่า จะทยอยจ่ายเงินสูงสุด 3 พันล้านดอลลาร์ในปีหน้า และจะไม่มีการชำระเงินเพิ่มเติมก่อนปี 2571

เอริก ฮาส รองประธานฝ่ายคดีความของ J&J กล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล และบริษัทตกลงยุติคดีเพื่อปิดประเด็นนี้อย่างถาวร แม้บริษัทจะเชื่อมั่นว่าหากต่อสู้คดีต่อไปก็จะ "เป็นฝ่ายชนะในท้ายที่สุด" เช่นเดียวกับคดีส่วนใหญ่ที่เคยมีคำพิพากษาออกมาแล้ว

"แนวทางนี้จะทำให้บริษัทสามารถปิดฉากเรื่องนี้ และมุ่งเน้นภารกิจในการพัฒนายาและอุปกรณ์การแพทย์เพื่อช่วยชีวิตผู้คนต่อไป" ฮาสกล่าว

ด้านทนายความของฝ่ายโจทก์ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นบทสรุปที่เหมาะสมของการต่อสู้ในชั้นศาลที่ยาวนานมากกว่าทศวรรษ

มหากาพย์คดียาวนานกว่า 10 ปี  

สำหรับ คดีฟ้องร้อง J&J เกี่ยวกับแป้งเด็กที่มีส่วนผสมของแร่ทัลก์ นับเป็นมหากาพย์ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2552 โดยผู้บริโภคและครอบครัวของผู้เสียชีวิตกล่าวหาว่า ผลิตภัณฑ์แป้งแร่ทัลก์ดังกล่าวก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากมีการปนเปื้อนของ แร่ใยหิน (Asbestos) โดยแร่ทัลก์ถูกขุดจากชั้นหินที่อยู่ใกล้กับแร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เป็นที่ยอมรับ จึงเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนระหว่างการทำเหมือง

ทั้งนี้ แร่ทัลก์ (Talc) เป็นแร่ธรรมชาติที่เคยเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอางและแป้งเด็กมาเป็นเวลานาน "แต่การใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง" ในปี 2567 องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้แร่ทัลก์อยู่ในกลุ่มสารที่ "มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์" (Probably carcinogenic to humans)

ในปี 2559 คณะลูกขุนในสหรัฐมีคำสั่งให้ J&J จ่ายค่าเสียหาย 72 ล้านดอลลาร์แก่ครอบครัวของหญิงรายหนึ่งที่เสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่ นับเป็น "คดีแรก" ในสหรัฐที่เชื่อมโยงการใช้แร่ทัลก์กับโรคดังกล่าว แม้คำตัดสินจะ "ถูกเพิกถอน" ในปีถัดมา แต่หลังจากนั้นจำนวนคดีฟ้องร้องต่อบริษัทก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคณะลูกขุนในหลายคดีได้ตัดสินให้ฝ่ายผู้ฟ้องชนะ

อย่างไรก็ดี เมื่อต้นเดือนก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐมีคำวินิจฉัยที่เป็นคุณต่อ J&J โดยตั้งข้อสงสัยว่าผู้ฟ้องแต่ละรายจะสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า แร่ทัลก์เป็นสาเหตุโดยตรงของโรคมะเร็งรังไข่

J&J ยังคงยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าแร่ทัลก์ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยระบุว่า "ผลการศึกษาชี้ว่าแร่ทัลก์มีความปลอดภัย ไม่มีแร่ใยหินปนเปื้อน และไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง"

แม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่บริษัทได้ยุติการจำหน่ายแป้งเด็กสูตรแร่ทัลก์ในสหรัฐตั้งแต่ปี 2563 และยุติการผลิตและจำหน่ายทั่วโลกในปี 2565 ก่อนเปลี่ยนมาใช้แป้งเด็กสูตรแป้งข้าวโพด (Cornstarch) ทั้งหมด โดยบริษัทระบุในขณะนั้นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็น "การตัดสินใจเชิงพาณิชย์" ภายใต้การประเมินพอร์ตผลิตภัณฑ์ทั่วโลก

ไม่ครอบคลุมเคสในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงยุติคดีครั้งนี้ "ไม่ครอบคลุม" คดีในสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งขณะนี้ศาลสูงอังกฤษกำลังพิจารณาคดีความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (Product Liability) "ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ" ครอบคลุมผู้เสียหายที่อาจมีมากกว่า 7,000 ราย

คดีดังกล่าวซึ่งยื่นฟ้องเมื่อเดือนต.ค. 2568 กล่าวหาว่า J&J ทราบดีว่าแร่ทัลก์ในผลิตภัณฑ์ของบริษัทอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อหุ้มปอด แต่ก็ยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่อไป ซึ่งบริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวเช่นกัน

นอกจากนี้ ความรับผิดชอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของจอห์นสันที่จำหน่ายนอกทวีปอเมริกาเหนือ ปัจจุบันเป็นของบริษัท Kenvue ซึ่งแยกตัวออกจาก J&J ในปี 2565 และเป็นเจ้าของแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Band-Aid, Listerine และ Calpol