สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศเตรียมเปิดการสอบสวนทางการค้าต่อสหภาพยุโรป (อียู) พร้อมขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในระดับสูง เพื่อตอบโต้กรณีที่อียูสั่งปรับเงินบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกของสหรัฐอย่างหนัก โดยผู้นำสหรัฐประณามว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการปล้นภาคธุรกิจและผู้เสียภาษีชาวสหรัฐอย่างชัดเจน
ความไม่พอใจของผู้นำสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของอียู ได้สั่งปรับเงินบริษัท กูเกิล (Google) เป็นมูลค่าสูงถึง 890 ล้านยูโร หรือราว 1 พันล้านดอลลาร์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยอียูระบุว่า กูเกิลละเมิดกฎหมายตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act - DMA) ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมุ่งตรวจสอบแนวปฏิบัติของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสั่งปรับกูเกิลเกิดขึ้น "โดยไม่มีคำอธิบาย" และชี้ว่าอียูกำลังพุ่งเป้าโจมตีบริษัทชั้นนำของสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทใหญ่อย่าง แอปเปิล (Apple), เมตา (Meta) และ แอมะซอน (Amazon) ก็เคยถูกยุโรปสั่งปรับในลักษณะนี้มาแล้วเช่นกัน
ผู้นำสหรัฐยืนยันว่าอียูจะทำพฤติกรรมเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ในยุคการบริหารของเขา พร้อมระบุว่า "สหรัฐไม่ใช่กระปุกออมสินของยุโรป และเราจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น"
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐจะเริ่มกระบวนการสอบสวนอียูในทันทีภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถตั้งกำแพงภาษีศุลกากร เพื่อตอบโต้แนวปฏิบัติทางการค้าของต่างชาติที่สร้างภาระอย่างไม่เป็นธรรมต่อธุรกิจของสหรัฐ
ที่ผ่านมา รัฐบาลของทรัมป์ ได้ใช้มาตรา 301 มาแล้วหลายครั้ง โดยเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการโพสต์ข้อความขู่อียู รัฐบาลสหรัฐเพิ่งประกาศเก็บภาษีศุลกากรรอบใหม่ในอัตรา 10-12.5% กับสินค้านำเข้าจากกว่า 80 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศในกลุ่มอียู โดยอ้างเหตุผลด้านปัญหาการใช้แรงงานบังคับ
อย่างไรก็ตาม นโยบายกำแพงภาษีเชิงรุกนี้กำลังเผชิญกับการต่อต้านภายในประเทศ โดยในช่วงบ่ายวันศุกร์ กลุ่ม Liberty Justice Center ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจขนาดเล็กสองแห่ง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ เพื่อคัดค้านการเรียกเก็บภาษีรอบใหม่ดังกล่าว คำฟ้องระบุว่ารัฐบาลกลางกำลังใช้มาตรา 301 อย่างไม่เหมาะสม เพื่อเป็นข้ออ้างในการนำมาตรการกำแพงภาษี "วันปลดแอก" (Liberation day) ของทรัมป์เมื่อปี 2025 กลับมาใช้บังคับใหม่ หลังจากที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาปัดตกมาตรการนี้ไปแล้วเมื่อช่วงต้นปี
ท้ายที่สุด ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อียูจะต้องชดใช้ในราคาแพงสำหรับพฤติกรรมที่เขามองว่าผิดกฎหมายและไร้จริยธรรม ซึ่งนอกจากจะต้องยกเลิกค่าปรับที่บังคับใช้กับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐแล้ว รัฐบาลสหรัฐเตรียมจะบังคับใช้กำแพงภาษีศุลกากรในระดับสูงกับกลุ่มประเทศอียูให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อีกด้วย



