ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเรียก "เก็บภาษีนำเข้า" ตัวใหม่ในอัตรา 10-12.5% กับ 60 ประเทศและดินแดนทั่วโลกซึ่งรวมถึง "ประเทศไทย" โดยกล่าวหาเรื่องการล้มเหลวในการป้องกัน "การใช้แรงงานบังคับ" ในห่วงโซ่อุปทาน หลายประเทศทั่วโลกต่างมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงและไร้เหตุผล แต่สำหรับความเป็นไปได้ในการตอบโต้กลับนั้น ยังมีความเห็นแตกต่างกันไป โดยแบ่งออกได้ดังนี้
จีน
"จีน" ออกแถลงการณ์ประณามมาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่าสหรัฐใช้ข้ออ้างเรื่องแรงงานบังคับเป็น "เครื่องมือกีดกันทางการค้า" และยืนยันว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานของจีน พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกมาตรการภาษีทั้งหมดโดยทันที
รัฐบาลปักกิ่ง ยังขู่จะใช้ "มาตรการที่จำเป็น" เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของภาคธุรกิจจีน แต่ยังไม่ได้เปิดเผยมาตรการตอบโต้ที่ชัดเจน
สิงคโปร์
"สิงคโปร์" เป็นหนึ่งในประเทศที่ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐอย่างชัดเจน โดยวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า ไม่มีเหตุผลรองรับทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงเศรษฐกิจที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีกับสิงคโปร์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับสิงคโปร์มาโดยตลอด และดุลการค้าดังกล่าวยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแล้ว โดยพยายามทำให้ฝ่ายสหรัฐเห็นว่าสิงคโปร์ไม่ใช่ประเทศที่ควรตกเป็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยอมรับว่า สิ่งที่ต้องระวังคือการไม่ให้ประเทศตกเป็นเหยื่อโดยไม่ตั้งใจจากนโยบายภาษีในวงกว้างรอบใหม่ของสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ได้ยื่นคำชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานใดที่เชื่อมโยงสิงคโปร์กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าจากแรงงานบังคับ และการใช้แรงงานบังคับก็ถือเป็นความผิดทางอาญาภายใต้กฎหมายของประเทศอยุ่แล้ว
มาเลเซีย
"มาเลเซีย" แสดงความผิดหวังต่อมาตรการดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศมีกฎหมายและกลไกบังคับใช้เพื่อป้องกันแรงงานบังคับอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าการใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียวจะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบการค้าโลก
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียยังคงเลือกใช้แนวทางการเจรจาทางการทูตและการหารือกับสหรัฐ มากกว่าการประกาศมาตรการตอบโต้ในทันที
ญี่ปุ่น
"ญี่ปุ่น" แสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐ โดยมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า "เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ญี่ปุ่นถูกเรียกเก็บภาษี" รัฐบาลกำลังขอคำยืนยันจากทางวอชิงตันว่า ญี่ปุ่นจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าเจรจากับวอชิงตันเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการเป็นไปตามข้อตกลงเดิม
แคนาดา
"แคนาดา" มีท่าทีแข็งกร้าวกว่าหลายประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า "ทุกทางเลือกยังเปิดอยู่" และทุกมาตรการจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจากับสหรัฐ
แคนาดาจะเร่งกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาษี และเมื่อถูกถามถึงมาตรการตอบโต้โดยตรง คาร์นีย์ตอบเพียงว่า "เรามีมาตรการให้เลือกใช้ได้ครบทุกทาง" แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะปกป้องแรงงาน ครอบครัว และภาคธุรกิจของแคนาดาอย่างเต็มที่
ออสเตรเลีย
"ออสเตรเลีย" ระบุว่า มาตรการของสหรัฐ "ไม่มีความชอบธรรม" และขัดต่อข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสองประเทศ โดยดอน ฟาร์เรลล์ รัฐมนตรีพาณิชย์ กล่าวว่า ออสเตรเลียมีมาตรการต่อต้านแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ยุคใหม่ที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ รวมถึงจากสหรัฐเอง จึงไม่มีเหตุผลที่จะถูกกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า
นิวซีแลนด์
"นิวซีแลนด์" แสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของสหรัฐ แต่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว โดยทอดด์ แม็คเคลย์ รัฐมนตรีการค้าและการลงทุน กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์หาเสียงด้วยนโยบายขึ้นภาษี ดังนั้นมาตรการครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
แม็คเคลย์ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับว่า "แทบไม่มีความน่าเชื่อถือเลย" ที่จะอ้างว่าระบบเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์มีสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับในระดับที่วัดผลได้ พร้อมมองว่าการสอบสวนของ USTR เป็นเพียง "ข้ออ้างทางกฎหมาย" เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีใหม่
ทั้งนี้ รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10-12.5% กับสินค้าจากประเทศและดินแดนราว 60 แห่งทั่วโลก หลังการสอบสวนของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 สรุปว่า ประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน จนส่งผลกระทบต่อแรงงานและภาคการผลิตของสหรัฐ
รัฐบาลสหรัฐระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูนโยบายการค้าที่มุ่งคุ้มครองแรงงานอเมริกัน หลังมาตรการภาษีตอบโต้ชุดก่อน (Reciprocal tariffs) ถูกศาลฎีกาสหรัฐเพิกถอน สำหรับภาษีชุดใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้มีฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 10% ซึ่งประกาศใช้ก่อนหน้านี้สิ้นสุดลง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้มาตรการ
เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวต่อสมาชิกสภาคองเกรสว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในวงกว้างเพื่อปกป้องแรงงานอเมริกันและแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลทรัมป์มองว่าเป็น "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" พร้อมยืนยันว่า การเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าจะยังดำเนินต่อไป แม้จะเริ่มใช้มาตรการภาษีใหม่นี้แล้วก็ตาม


