บลูมเบิร์ก รายงานว่า สหรัฐ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าระหว่าง 10-12.5% จากคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่ ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดในการสร้าง "กำแพงภาษี" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เคยถูกศาลฎีกาตัดสินให้ยกเลิก
ประเทศไทย อยู่ในกลุ่มที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 12.5% ยกเว้นบางรายการ ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ถูกเก็บอัตราเท่ากับไทยคือ เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ส่วนมาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซียถูกเก็บต่ำกว่าที่อัตรา 10%
ด้านประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถูกเรียกเก็บ 12.5%
การเก็บภาษีรอบใหม่นี้มีขึ้นหลังจากการสืบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าราว 60 เศรษฐกิจล้มเหลวในการป้องกันการใช้แรงงานถูกบังคับในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลเสียต่อแรงงานชาวอเมริกัน ทั้งนี้ สินค้าจากคู่ค้าประมาณ 10 ราย ที่ถูกพิจารณาว่ามีมาตรการจำกัดการใช้แรงงานบังคับแล้ว จะถูกเก็บภาษีที่อัตรา 10% รวมถึงเม็กซิโก สหราชอาณาจักร แคนาดา และอินเดีย
ภาษีสำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรป และไต้หวันจะอยู่ที่อย่างน้อย 10% ส่วนสินค้าจากญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ จะถูกเก็บภาษีอย่างน้อย 12.5% ในลักษณะที่สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้กับสหรัฐ ตามประกาศใน Federal Register เมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.69) ขณะที่สินค้าจากประเทศอื่นๆ อีกหลายสิบแห่งจะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 12.5%
ตามประกาศดังกล่าว ภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ เวลา 00:01 น. ตามเวลานิวยอร์ก โดยจะไม่ปรับใช้กับสินค้าบางชนิดที่ถูกบรรทุกลงเรือเรียบร้อยแล้วก่อนช่วงเวลาดังกล่าว
ภาษีแรงงานถูกบังคับนี้นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญสุดของทรัมป์ในการฟื้นฟูระบอบภาษีปกป้องการค้า หลังจากมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ถูกศาลสูงยกเลิกไป ซึ่งหลังจากความเพลี่ยงพล้ำครั้งนั้น เขาได้สั่งเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% ซึ่งกำลังจะหมดอายุในวันศุกร์ จังหวะเวลาของการเก็บภาษีใหม่นี้จึงช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีช่องว่างระหว่างสองมาตรการ
"สหรัฐ มีคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับมาเกือบศตวรรษแล้ว และบังคับใช้อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด" เจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ "มันถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรทางการค้าของเราจะต้องทำแบบเดียวกัน"
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรายหนึ่งปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ทรัมป์กำหนดภาษีใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อทดแทนภาษีเดิมที่ถูกศาลยกเลิกเพียงอย่างเดียว แต่ก็ระบุว่าประธานาธิบดีจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มี และจะไม่ยอมให้นโยบายการค้าของเขาถูกบั่นทอนโดยคำตัดสินของศาล
เจ้าหน้าที่ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลได้วางแผนที่จะกำหนดภาษีแรงงานบังคับไว้อยู่แล้ว และกำลังเปิดตัวในตอนนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความระส่ำระสายต่อธุรกิจในสหรัฐ
รัฐบาลได้ส่งสัญญาณถึงการเคลื่อนไหวนี้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว เมื่อเปิดเผยผลการสืบสวนเรื่องแรงงานบังคับ อย่างไรก็ตาม จะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากข้อเสนอเดิม ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่บรีฟข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าวก่อนการประกาศ รวมถึงการที่ อินเดีย ได้รับอัตราภาษีที่ 10% แทนที่จะเป็น 12.5% ตามที่เคยขู่ไว้ในตอนแรก
การนำเข้าบางประเภท เช่น เชื้อเพลิง อาหาร และปุ๋ย จะได้รับการยกเว้นจากภาษีใหม่นี้ รวมถึงสินค้าอย่างยานยนต์ โลหะ และยา ที่ถูกครอบคลุมโดยภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมอื่นๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ สินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือร่วมกับเม็กซิโก และแคนาดาก็จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน
การร้องขอยกเว้นภาษี
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ได้รับคำร้องขอการยกเว้นเพิ่มเติมอีกหลายพันรายการ แผนดังกล่าวจะรวมถึงการยกเว้นระดับโลก และระดับรายประเทศ ตามข้อตกลงเดิมที่ทรัมป์เคยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ
กรีเออร์กำลังเป็นผู้นำในการยกเครื่องนโยบายการค้าของทรัมป์ โดยมุ่งเป้าไปที่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในต่างประเทศด้วยการใช้ข้อกฎหมายที่ผ่านการทดสอบทางกฎหมายมามากกว่า ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการดำเนินกระบวนการ และการมีส่วนร่วมของสาธารณชน วิธีการที่รอบคอบ และไตร่ตรองมากขึ้นนี้ ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความฉับพลัน และความไม่แน่นอนของการกระหน่ำภาษีของทรัมป์ในช่วงปี 2025
ถึงกระนั้น สิ่งนี้อาจไม่สามารถหยุดยั้งผู้นำเข้าบางรายจากการท้าทายมาตรการภาษีใหม่ในศาลได้
การแบกรับภาระต้นทุนของผู้นำเข้าชาวอเมริกันมีความเสี่ยงทางการเมืองสำหรับทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่ถึงสี่เดือนก็จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจุดสนใจของพรรคเดโมแครตคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความกดดันนั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสงครามอิหร่านทำให้พลังงาน อาหาร และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ มีราคาแพงขึ้น
ความ 'ไม่แน่นอน' ยังมีอีกมาก
เบลค ฮาร์เดน (Blake Harden) ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจากบริษัทที่ปรึกษา Ernst & Young กล่าวว่า ทรัมป์ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้กับการใช้ภาษี และการสั่นคลอนสภาวะที่เป็นอยู่
"ยังมีความไม่แน่นอนอีกมากที่แขวนไว้อยู่ตรงนั้น เรายังมีโอกาสที่จะเห็นภาษีอีกมากมายในปีนี้" เธอกล่าว "ก่อนสัปดาห์นี้ มันเหมือนมีช่วงเงียบเหงาไปนิดหน่อย และอาจทำให้รู้สึกว่ามีความแน่นอนมากกว่าที่เป็นจริง มีสิ่งหนึ่งที่ฉันบอกผู้คนอยู่เสมอคือ ยังมีอะไรตามมาอีกเยอะเมื่อเราเข้าสู่ปีนี้"
USTR ได้เสนอภาษีล่าสุดตามการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 รายงานดังกล่าวแนะนำให้เก็บภาษี 12.5% สำหรับประเทศที่ถูกมองว่าไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และแนะนำให้เก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับผลิตภัณฑ์จากเศรษฐกิจที่มีข้อห้ามดังกล่าวแล้ว แต่ยังบังคับใช้ได้ไม่ทั่วถึง หรือได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการ
ประเทศต่างๆ ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงนอร์เวย์ได้ออกมาคัดค้านข้อกล่าวหาเหล่านี้ ขณะที่ในแคนาดา ร่างกฎหมายที่เสนอในเดือนมิถุนายน ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้าง "ความสามารถของรัฐบาลในการระบุ อายัด และห้ามสินค้าที่เชื่อมโยงกับแรงงานบังคับที่ชายแดน พร้อมทั้งให้ความแน่นอน และความโปร่งใสสำหรับธุรกิจที่ดำเนินงานในหรือค้าขายกับแคนาดา" ตามเอกสารที่ยื่นต่อสาธารณะในคดีนี้
การตัดสินใจของทำเนียบขาวมีขึ้นตามหลังการประกาศเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งสหรัฐ ได้อ้างมาตรา 301 เช่นกัน โดยจะเริ่มเก็บภาษี 25% จากผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทจากบราซิล หลังจากการสืบสวนกล่าวหาว่าประเทศดังกล่าวมีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
อำนาจตามมาตรา 301 มีอย่างกว้างขวาง
ชุดการสืบสวนตามมาตรา 301 ยังรวมถึงการตรวจสอบกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคการผลิตของพันธมิตรทางการค้าของสหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเปิดเผยผลการสอบสวนเมื่อใด หรือภาษีที่จะเกิดขึ้นจากการสอบสวนนี้ในอนาคตจะถูกจัดเก็บทับซ้อนเพิ่มเติมจากภาษีที่เสนอภายใต้การสืบสวนเรื่องแรงงานบังคับหรือไม่
กรีเออร์ กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การตรวจสอบเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินใช้เวลานานกว่าการสืบสวนเรื่องแรงงานบังคับ "เรากำลังพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามตัวอักษรของกฎหมายอย่างแท้จริง" เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ได้เสนอจัดเก็บภาษีสินค้าจากแคนาดาภายให้อำนาจทางการค้าที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน ด้วยการใช้เครื่องมือ มาตรา 338 (Section 338) แม้ว่าภาษีดังกล่าวจะกระทบเพียงประมาณ 5% ของการนำเข้าของสหรัฐ จากประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือ และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม ขึ้นอยู่กับการเจรจา
สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวมาตรการนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ข้อตกลงหลายฉบับที่รัฐบาลทรัมป์ได้เจรจาไว้กับเขตเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป โดย กรีเออร์ กล่าวว่า วอชิงตันจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้เหล่านั้น
ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี กรีเออร์ได้ออกมาโจมตีสหภาพยุโรปในแถลงการณ์ โดยระบุว่า การประกาศปรับเงินบริษัท Google ของ Alphabet Inc โดยคณะกรรมาธิการยุโรป และการให้เงินกู้ยืมที่ "ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ" เมื่อเร็วๆ นี้แก่ Airbus SE ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เสี่ยงที่จะบั่นทอนเสถียรภาพทางการค้าระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก
ในขณะเดียวกัน สำนักงานศุลกากร และป้องกันชายแดนของสหรัฐ (CBP) กำลังคืนเงินภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ของทรัมป์ ที่ศาลสูงได้ตัดสินว่าผิดกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยผู้ได้รับเงินคืนคือ ผู้นำเข้าชาวอเมริกันหลายพันราย รวมถึง Nike Inc ซึ่งกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า คาดว่าจะได้รับเงินคืนเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์
ถึงกระนั้น "ภาษียังคงเป็นปัจจัยกดดันด้านต้นทุนที่ผันผวน ซึ่งเราคาดว่าจะดำเนินต่อไปเมื่อมองไปข้างหน้า" แมทธิว เฟรนด์ (Matthew Friend) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ Nike กล่าวระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อปลายเดือนมิถุนายน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


