‘ประเทศไทย’ ถูกพาดพิงกลางศึก AI สหรัฐ-จีน หลังทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot บริษัท AI จีน เข้าถึงชิป Nvidia รุ่นต้องห้าม ‘ผ่านไทย’ เพื่อฝึกโมเดล Kimi K3 พร้อมขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตร หากพบว่าละเมิดกฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐ
ในศึกแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างเข้มข้น เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวหาบริษัทเอไอ “Moonshot” ของจีนว่า ลักลอบใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐ และชิปของ Nvidia อย่างไม่สมควร เพื่อพัฒนาระบบ Kimi K3 ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยขีดความสามารถอันล้ำหน้า
“Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิป GB300 และเข้าถึงชิป GB300 ใน ‘ประเทศไทย’ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ฝึกโมเดล AI ของตน” ไมเคิล แครตซิออส ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว ระบุผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธ พร้อมชี้ว่า Moonshot อาจละเมิดกฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐ และเงื่อนไขการให้บริการของบริษัทต่าง ๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน
สำหรับเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลที่ทำเนียบขาวกล่าวถึง เป็นผลิตภัณฑ์ในตระกูล Blackwell ของ Nvidia ซึ่งสหรัฐห้ามจำหน่ายให้กับบริษัทจีน แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะอนุญาตให้ขายชิป H200 ของ Nvidia ได้บางส่วน แต่ยังคงห้ามการจำหน่ายชิป Blackwell ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าต่อไป
ทั้ง Nvidia และ Moonshot ยังไม่ได้ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อความของทำเนียบขาว
ก่อนหน้านี้ไม่นาน “Kimi K3” ของ Moonshot ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการ AI หลังแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI ของจีนอาจไม่ได้ตามหลังสหรัฐอย่างที่เคยเชื่อกัน โดย Moonshot อ้างว่าโมเดล AI แบบเปิด (open-weight model) ของบริษัทมีความสามารถโดยรวมเป็นรองเพียง Claude Fable 5 ของ Anthropic และ GPT-5.6 ของ OpenAI เท่านั้น ข่าวดังกล่าวทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี “ถูกเทขายอย่างหนัก” คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการเปิดตัวของ DeepSeek เมื่อปีที่แล้ว
ด้านแครตซิออสแห่งทำเนียบขาวยังกล่าวหา Moonshot ว่า “ได้พัฒนาแพลตฟอร์มภายในที่มีความซับซ้อน เพื่อทำการกลั่นความรู้ (Distillation) จากโมเดล AI ของสหรัฐในระดับขนาดใหญ่” โดย Distillation เป็นเทคนิคที่นักวิจัย AI ใช้ผลลัพธ์จากโมเดลต้นแบบ (Teacher model) มาฝึกโมเดลใหม่ (Student model) เพื่อถ่ายทอดและจำลองความสามารถบางส่วนของโมเดลต้นแบบ
สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ก็แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกันเมื่อวันอังคาร แม้จะไม่ได้พาดพิงถึง Moonshot โดยตรง โดยกล่าวหาว่าบริษัท AI แบบโอเพนซอร์สของจีนบางแห่ง มีพฤติกรรม “ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อนำไปพัฒนาโมเดล AI
“รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส แต่เราไม่สนับสนุนการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา หากพบว่าโมเดลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการขโมยผลงานจากบริษัทชั้นนำของเรา เราก็มีอำนาจใช้มาตรการคว่ำบาตร” เบสเซนต์ กล่าวกับ Fox Business
ต่อมาในวันพุธ เขาย้ำจุดยืนดังกล่าวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ และการขึ้นบัญชีดำบริษัทต่างๆ (Entity List) “ยังคงเป็นทางเลือกที่พร้อมนำมาใช้”
คำกล่าวของเบสเซนต์สอดคล้องกับข้อกล่าวหาที่เพิ่มมากขึ้นจาก OpenAI และ Anthropic ซึ่งระบุว่า คู่แข่งจากจีนมีการนำผลลัพธ์จากโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐไปใช้อย่างเป็นระบบ และไม่ได้รับอนุญาต เพื่อนำไปพัฒนาแชตบอตรุ่นใหม่ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก
ความเสี่ยงจะถูกคว่ำบาตรเกิดขึ้นในช่วงที่ Moonshot กำลังเร่งปิดการระดมทุนรอบสุดท้าย ก่อนเดินหน้าเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด “ภายในปีนี้”
ปัจจุบัน Moonshot กำลังเตรียมระดมทุน โดยตั้งมูลค่าบริษัทไว้สูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง แม้โดยทั่วไปนักลงทุนสหรัฐยังสามารถลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงได้ แต่หากรัฐบาลสหรัฐออกมาตรการคว่ำบาตร Moonshot โดยเฉพาะ ก็อาจทำให้บริษัท “ไม่สามารถรับเงินลงทุนจากนักลงทุนสหรัฐได้”
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


