สถานการณ์ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับมรสุมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ค่าเงินเยนได้ร่วงลงไปแตะระดับอ่อนค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 1986 ที่ระดับ 163.24 เยนต่อดอลลาร์
ความผันผวนนี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่นต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น และซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของภาคครัวเรือน จนนำไปสู่การกดดันเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล
สาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งค่าเงินเยน มาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลายประการ โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ทำให้นักลงทุนเลือกกู้ยืมเงินเยนที่มีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีความกังวลด้านวินัยการคลังจากภาระหนี้สาธารณะที่สูงเกินกว่า 200% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดและจ่ายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ จึงยิ่งเพิ่มความต้องการเงินตราต่างประเทศและกดดันค่าเงินเยนให้ทรุดตัวลงอีก
ที่ผ่านมา รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้ ทั้งการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศโดยตรงด้วยการทุ่มงบประมาณเกือบ 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนเม.ย. ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินมหาศาลในรอบหนึ่งเดือนเพื่อพยุงค่าเงิน
ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิ.ย. สู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เพื่อพยายามลดส่วนต่างดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีการใช้ "การแทรกแซงด้วยวาจา" จากรัฐมนตรีคลัง ซาสึเกะ คาตายามะ ที่ย้ำพร้อมใช้มาตรการที่เด็ดขาดทุกเมื่อ
รวมถึงการส่งสัญญาณให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (GPIF) เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศเพื่อสร้างความต้องการเงินเยน
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า ผลลัพธ์ที่ได้กลับพบว่ามีผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดยแม้การแทรกแซงจะทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นทันที 2-5 เยนภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่ความแข็งแกร่งนั้นมักจางหายไปอย่างรวดเร็วตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง
การที่เงินเยนกลับมาร่วงทำสถิติต่ำสุดใหม่สะท้อนให้เห็นถึงขีดจำกัดของการแทรกแซงเพียงฝ่ายเดียว ท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ 1.09 ล้านล้านดอลลาร์เข้ามาพยุงตลาดเพิ่มเติม หากตลาดเงินยังคงมีความผันผวนอย่างรุนแรงเช่นนี้


