วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เจาะลึก ‘หนี้แฝง’ 5 บิ๊กเทคเดิมพัน AI จนภาระการเงินท่วม 1.65 ล้านล้านดอลลาร์

เจาะลึก ‘หนี้แฝง’ 5 บิ๊กเทคเดิมพัน AI จนภาระการเงินท่วม 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ โต 8 เท่า แซงหน้าหนี้จริงในงบ กูรูเตือนระวัง Shadow Borrowing ความเสี่ยงที่รอวันลุกลาม

ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดมหึมาของ Meta ในรัฐจอร์เจีย อาจดูเหมือนสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เบื้องหลังตู้เซิร์ฟเวอร์เหล่านั้น กลับซ่อน “ภาระทางการเงิน” มหาศาล...  

สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียไล่เปิดงบการเงินของบรรดาบริษัทบิ๊กเทคยักษ์ใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Alphabet (บริษัทแม่ Google), Microsoft, Amazon, Meta และ Oracle และพบว่าแต่ละบริษัทมี "หนี้แฝง" หรือ "หนี้นอกงบการเงิน" จำนวนมาก

หนี้แฝงพุ่ง 8 เท่า แซงหน้าหนี้ในงบการเงิน

รายงานระบุว่าภายในเวลาเพียง 4 ปี ยอดหนี้ที่ไม่ปรากฏในงบดุลของทั้ง 5 บริษัท พุ่งสูงถึง 1.65 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 58-60 ล้านล้านบาท  

ยอดหนี้ที่ถูกซ่อนอยู่นี้ ถือว่ามีมูลค่าหนี้สิน “สูงกว่า” ที่บันทึกอยู่ในงบดุลปกติที่ราว 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ 

เจาะลึก ‘หนี้แฝง’ 5 บิ๊กเทคเดิมพัน AI  จนภาระการเงินท่วม 1.65 ล้านล้านดอลลาร์

อย่าง Meta มี "หนี้นอกงบการเงิน" สูงถึง 4.2 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 15 ล้านล้านบาท  ซึ่งมากกว่าหนี้สินที่เปิดเผยตามบัญชีปกติถึงเกือบ 3 เท่า

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ต้นเหตุสำคัญของปรากฏการณ์นี้ คือการแย่งชิงความเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี  AI จนทำให้เกิดการลงทุนที่บานปลาย และทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงได้ยากยิ่งขึ้น

'หนี้แฝง' มาจากไหน? ทำไมไม่เห็นในงบดุล

การสร้างศูนย์ข้อมูล AI แต่ละแห่ง ต้องใช้เงินลงทุนตั้งแต่นำหลักพันล้านไปจนถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนแรกเหล่าบิ๊กเทคจึงเลือกใช้วิธี "เช่า" และ "ทำสัญญาล่วงหน้า" เช่น

  • สัญญาเช่าศูนย์ข้อมูลระยะยาว  โดยผู้ให้บริการภายนอกจะเป็นฝ่ายจัดหาที่ดิน อาคาร และระบบไฟฟ้า แล้วให้บริษัทเทคโนโลยีเช่าใช้งาน
  • สัญญาสั่งซื้อชิปและเซิร์ฟเวอร์ โดยการสั่งจองหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้ล่วงหน้าระยะยาว

ตามมาตรฐานการบัญชี สัญญาเช่าศูนย์ข้อมูลที่ยังเปิดดำเนินงานไม่เสร็จ หรือชิป GPU และเซิร์ฟเวอร์ที่ทำสัญญาล่วงหน้าแต่ยังไม่ได้ส่งมอบ จะถือเป็นรายการ "นอกงบการเงิน"  

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ Oracle ที่ร่วมมือกับ OpenAI ในโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ชื่อ Stargate โดยใช้วิธีเช่าจากผู้ให้บริการภายนอก ส่งผลให้หนี้แฝงของ Oracle พุ่งแตะ 2.733 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นกว่า 30 เท่าภายในเวลาเพียง 4 ปี

บริษัทเหล่านี้จะระบุภาระผูกพันในอนาคตไว้ใน "หมายเหตุประกอบงบการเงิน" ประจำไตรมาสแทน ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมายและหลักการบัญชีทุกประการ แต่ทำให้ "นักลงทุนรายย่อย" มองเห็นและประเมินความเสี่ยงได้ยากมาก

ตลาดเริ่มส่งสัญญาณเตือน 

สถาบันการเงินระดับโลกเริ่มออกมาเตือนถึงความเสี่ยงนี้แล้ว เริ่มที่ Morgan Stanley ได้ออกรายงานวิเคราะห์เจาะลึกถึงภาระหนี้ซ่อนเร้นนี้อย่างละเอียด

ด้าน Moody's สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุตั้งแต่เดือนก.พ.ว่า ภาระผูกพันจากสัญญาเช่าที่ยังไม่เริ่มดำเนินการกำลังขยายตัวอย่างน่ากังวล

นอกจากนี้ การดึง "นักลงทุนสถาบัน" เข้ามาร่วมแบกรับความเสี่ยงก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  

อย่างเช่น กรณีของ Meta ที่ร่วมทุนกับกองทุนในเครือ Blue Owl Capital เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลยักษ์ในรัฐลุยเซียนา มูลค่าโครงการสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์

Meta ถือหุ้นเพียง 20% ในบริษัทผู้ดำเนินงานแล้วใช้วิธีเช่าพื้นที่ ทำให้ได้ใช้ระบบประมวลผลโดยไม่ต้องลงบัญชีเป็นหนี้ตรงๆ แต่ Meta กลับทำสัญญา "ประกันผลขาดทุน" ให้นักลงทุน หากยกเลิกสัญญาเช่าในอนาคต โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. Meta คาดว่ามูลค่าลงทุนรวมในโครงการนี้จะทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ไปแล้ว

Shadow Borrowing ความเสี่ยงที่รอวันลุกลาม

เมื่อรายจ่ายในการลงทุน AI พุ่งแซงหน้า รายได้ เหล่ายักษ์ใหญ่จึงต้องออกหุ้นกู้และเพิ่มทุนด้วยหุ้นใหม่ และเมื่อบวกกับการระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันเข้ามาอีก จึงเกิดภาวะ การลงทุนในสินทรัพย์ทุนที่ร้อนแรงเกินไป หรือ Overheated Investment

นักเศรษฐศาสตร์จาก ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (BIS) เรียกพฤติกรรมการระดมทุนแบบไม่ลงงบดุลนี้ว่า "การกู้ยมนอกระบบ" หรือ Shadow Borrowing 

พร้อมเตือนว่า หากโครงการศูนย์ข้อมูลหยุดชักงัก ความระส่ำระสายในฝั่ง AI อาจแพร่กระจายไปทั่วตลาดทุน

"มีความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า ภาระทางการเงินที่แท้จริงของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ อาจสูงกว่าสิ่งที่ปรากฏบนงบดุลอย่างมาก"  

บริษัทเหล่านี้คาดการณ์ว่ารายได้ในอนาคตจะเข้ามาคุมภาระหนี้เหล่านี้ได้ โดยยอดขายรอรับรู้รายได้ของธุรกิจคลาวด์และธุรกิจอื่นๆ ที่ Microsoft, Alphabet และ Amazon เปิดเผยต่อสาธารณะ มีมูลค่ารวมกันราว 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมี.ค.

Matt Garman  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon  เองก็ยืนยันหนักแน่นว่า การลงทุนของบริษัท "ไม่ใช่การเก็งกำไร"

อย่างไรก็ดี ยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 บริษัท  Alphabet, Microsoft, Amazon, Meta และ Oracle ต่างปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นใดๆ เมื่อถูกสอบถามเกี่ยวกับประเด็นหนี้แฝงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้

สุดท้ายแล้วหนี้แฝงเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน เมื่อศูนย์ข้อมูลเปิดใช้งาน หนี้สินจะถูกบันทึกลงงบการเงินทันที ซึ่งหากถึงเวลานั้น ความต้องการใช้งาน AI ไม่ได้เติบโตตามเป้า อัตราการใช้งานตกต่ำ มูลค่าสินทรัพย์ของศูนย์ข้อมูลก็จะต้องถูกปรับลดลง จนนำไปสู่การ "รับรู้ผลขาดทุน" ก้อนโต

 

อ้างอิง Nikkei Asia