วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'ตลาดรถจีน' จ่อเลวร้ายสุดในรอบ 5 ปี แค่ครึ่งปีแรกยอดขายทรุดแล้ว 20%

CNBC รายงานว่า ตลาดรถยนต์จีนในปี 2569 นี้คาดว่าจะเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา หลังยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในช่วงครึ่งแรกของปีลดลงถึง 20.2% ส่งผลให้สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีน (CPCA) ปรับลดคาดการณ์ยอดขายปลีกรถยนต์ทั้งปี 2569 ลง

สมาคม CPCA คาดการณ์ว่ายอดขายตลอดทั้งปีนี้จะหดตัวลง 14% อยู่ที่ 20.4 ล้านคัน ลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.7 ล้านคันในปีที่แล้ว หลังจากยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกลดลงเหลือเพียง 8.7 ล้านคัน

เสี่ยว เฟิง หัวหน้าฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมจีนและฮ่องกงของบริษัท Citic CLSA มองแนวโน้มเลวร้ายยิ่งกว่าสมาคมฯ โดยคาดว่ายอดขายรถยนต์ทั้งปีนี้จะลดลง 20% อย่างไรก็ตาม บริษัทยังค่อนข้างมองบวกต่อกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด โดยคาดว่ายอดขายในกลุ่มนี้จะลดลงเพียง 5-6%

"ปีนี้จะยังคงเป็นปีที่โหดร้าย" ถู เล่อ ผู้ก่อตั้งบริษัท Sino Auto Insights กล่าวกับซีเอ็นบีซีพร้อมระบุว่า การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่างผู้ผลิตรถยนต์เพื่อแย่งชิงอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด 

ตลาดรถยนต์เครื่องสันดาปอ่วมสุด

นอกจากนี้ ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น รวมถึงการลดการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลจีน ต่างยังซ้ำเติมปัญหาที่ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังเผชิญ จากเดิมที่ตลาดผู้บริโภคอ่อนแอลงอยู่แล้ว

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า ต้นทุนด้านพลังงานสำหรับการขนส่งในเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้ความต้องการรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทรุดตัวหนัก ยอดขายลดลง 39% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมิ.ย. ขณะที่รถยนต์น้ำมันเบนซินล้วนมียอดขายลดลงถึง 42% และคิดเป็น 78% ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่หดตัวทั้งหมดในเดือนที่แล้ว

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลปักกิ่งลดการอุดหนุนรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อรถยนต์ ก็ทำให้อุปสงค์โดยรวมในปี 2569 ชะลอลงเช่นกัน โดยยอดขายรถยนต์ที่ซบเซาในปีนี้ อาจเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคเร่งซื้อรถไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

กำไรยิ่งลด จะเหลือผู้อยู่รอดแค่ 7-8 ราย

ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่แพงขึ้น

ต้นทุนวัตถุดิบสำหรับแบตเตอรี่รวมถึงชิปหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้อัตรากำไรของอุตสาหกรรมในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค. 2569 ลดลงเหลือเพียง 3.4% ส่วนกำไรของอุตสาหกรรมลดลง 20% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ราคารถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเดือนมิ.ย. ยังลดลงมากกว่า 1% เมื่อเทียบรายปี ยิ่งทำให้อัตรากำไรที่บางอยู่แล้วยิ่งลดลงไปอีก

Citic CLSA คาดว่าอัตรากำไรที่บางเฉียบจะนำไปสู่การ "คัดกรองผู้เล่นในตลาด" และทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มีผู้ผลิตจำนวนมาก "เหลือผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 7-8 ราย ภายในปี 2573"

ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันจะไม่สามารถอยู่รอดในตลาดจีนที่มีการแข่งขันดุเดือดได้ โดยผู้เล่นที่น่าจะเหลืออยู่ ได้แก่ บีวายดี (BYD), จีลี่ (Geely) และลีปมอเตอร์ (Leapmotor) จากจีน, โฟล์คสวาเกน (Volkswagen) จากเยอรมนี และโตโยต้า (Toyota) จากญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม แม้โฟล์กสวาเกนจะเร่งปรับกลยุทธ์สู่รถยนต์ไฟฟ้าในจีน แต่ข้อมูลของบริษัทระบุว่ายอดส่งมอบรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงลดลงหนัก 25.9% เมื่อเทียบรายปี

การจะอยู่รอดได้ในสมรภูมิการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้านั้น การรักษายอดขายในระดับที่มากพอคือปัจจัยสำคัญ

จากการประเมินพบว่า ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนจำเป็นต้องมียอดขายอย่างน้อย 500,000 คันต่อปีจึงจะคุ้มทุน ต้องมียอดขาย 1 ล้านคันต่อปี จึงจะสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน และต้องมียอดขาย 2 ล้านคันต่อปี จึงจะได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (economies of scale) อย่างเต็มที่

ส่วนผู้ผลิตรายเล็กที่ทำยอดขายไม่ถึงระดับดังกล่าว "จะทยอยล้มหายตายจาก ออกไปจากตลาดเป็นส่วนใหญ่"

ในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์จีนรายใหญ่ "บีวายดี" ถือเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 1.8 ล้านคันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตามมาด้วย "จีลี่" 1.4 ล้านคัน และ "ลีปมอเตอร์" 356,000 คัน ส่วนในกลุ่มผู้ผลิตต่างชาติ "โฟล์คสวาเกน" มียอดส่งมอบ 973,000 คันในช่วงเดียวกัน ขณะที่"โตโยต้า" มียอดขาย 579,000 คันในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.

คาดส่งออกหนุนตลาดฟื้นตัวปีหน้า

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของปีในเชิงลบ แต่ Citic CLSA เชื่อว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2570 โดยอธิบายว่าตลาดรถยนต์จีนมีลักษณะเป็นวัฏจักรตามธรรมชาติ เมื่อรถยนต์มีอายุมากขึ้นและเจ้าของเริ่มเปลี่ยนรถใหม่ ยอดขายก็มีแนวโน้มฟื้นตัว และหากแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าก็อาจเติบโตได้ดียิ่งกว่านี้

การฟื้นตัวดังกล่าวอาจได้รับแรงหนุนจาก "การส่งออก" ที่แข็งแกร่ง เมื่อผู้ผลิตรถยนต์จีนอาศัยโอกาสจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในหลายประเทศ

CPCA ระบุว่า ยอดส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 11.5% จากเดือนก่อน และพุ่งขึ้นถึง 82.3% เมื่อเทียบรายปี แตะ 877,000 คัน

เฟิงหมิง ลู่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวในรายการ "The China Connection" ของ CNBC ว่า ผู้บริโภคในต่างประเทศกำลังหันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่า

ขณะที่สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การขนส่งทางเรือหยุดชะงักและราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ก็ถือเป็น "หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญ" ที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นด้วย


ที่มา: CNBC