"องค์การสหประชาชาติ" เปิดรายงานเตือน เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เคยแยกส่วน ได้รวมตัวเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่หนึ่งเดียว เชื่อมโยงกันด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินร่วมกัน สร้างความเสียหายมหาศาลกว่าขนาดเศรษฐกิจของบางประเทศในภูมิภาค
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างอิงรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ว่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครั้งหนึ่งเคยปฏิบัติงานแบบแยกส่วน ตอนนี้ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่หนึ่งเดียวที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเชื่อมโยงกัน
รายงานดังกล่าวของสำนักงานฯ ซึ่งเผยแพร่วันนี้ ระบุว่า อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในภูมิภาคได้เปลี่ยนรูปแบบจากการค้ายาเสพติดไปสู่การค้าบริการ ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกงที่ใช้ระบบไซเบอร์ ซึ่งทำให้การติดตามเส้นทางการเงินเป็นไปได้ยาก รวมทั้งการสืบหาตัวผู้กระทำผิดทำได้ลำบากมากขึ้น
“สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือการปรับเปลี่ยนของกลุ่มผู้ก่ออาชญากรรมที่เคยจำกัดตัวอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่มของตัวเอง ไปสู่การกระทำผิดในหลายรูปแบบพร้อมกันมากขึ้น” เดลฟีน ชานซ์ ตัวแทนประจำภูมิภาคของยูเอ็นโอดีซี กล่าว
เธอกล่าวต่อว่า “โมเดลการก่ออาชญากรรมของกลุ่มดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบการทำแฟรนไชส์ของบรรดาธุรกิจขนาดใหญ่มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แผนกที่เชี่ยวชาญด้านการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ การลักพาตัวผู้ลี้ภัย และการเก็บข้อมูล ทั้งหมดล้วนทำงานเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน”
ยูเอ็นโอดีซี ยังระบุอีกว่า โครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายอาชญากรรม ซึ่งหมายรวมไปถึงแพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีและสิทธิ์ในการดำเนินงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ล้วนทำให้เครือข่ายดังกล่าวมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็วกว่าในอดีต
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายมาเป็นพื้นที่สำคัญที่เปลี่ยนโฉมระบบนิเวศอาชญากรรมข้ามชาติที่มีการจัดตั้งและเน้นการทำธุรกรรมในระดับโลก ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานปฏิบัติงานหลักในการก่ออาชญากรรมหลายรูปแบบ
นอกจากนี้ รายงานของสหประชาชาติยังระบุว่า ความเสียหายจากการฉ้อโกงของกลุ่มอาชญากรรมดังกล่าวรวมในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อยู่ที่ระหว่าง 8.83 หมื่นล้านดอลลาร์ ถึง 1.141 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2025 ซึ่งมากกว่าขนาดเศรษฐกิจของบางประเทศในภูมิภาคดังกล่าวเสียอีก
อ้างอิง: Bloomberg




