ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน ท่ามกลางคำเตือน IEA ต่อวิกฤติพลังงานจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (17 - 23 ก.ค. 69)
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่กดดันเสถียรภาพอุปทานน้ำมันโลก โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงจากการปะทะทางทหารและการขู่ปิดเส้นทางขนส่งในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างความกังวลอย่างมีนัยสำคัญ
จนทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ต้องออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงานครั้งรุนแรงหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ควบคู่ไปกับแนวรบรัสเซีย–ยูเครนที่ขยายวงสู่การทำสงครามโดรนทางน้ำ เพื่อตัดเส้นทางเดินเรือและทำลายโครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียโดยตรง
อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากฝั่งอุปสงค์ หลังกลุ่มโอเปก (OPEC) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันโลกต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจในเอเชีย ที่ชะลอตัวและการเร่งตัวของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ภาพรวมตลาดยังคงมีความผันผวนสูงและต้องติดตามพัฒนาการของทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์อย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารยังคงยืดเยื้อหลังสหรัฐฯ ยังคงระดมโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านต่อเนื่อง โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งฝูงบินรบโดรน และเรือรบระดมยิงขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงถล่มเป้าหมายทางทหาร ของอิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่ 6 ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง เกาะเกชม์ (Qeshm Island) และพื้นที่ใกล้ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด ณ เมืองบันดาร์ อับบาส (Bandar Abbas)
ขณะเดียวกันความกังวลด้านอุปทานน้ำมันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังแหล่งข่าว เปิดเผยว่า รัฐบาลอิหร่านได้แจ้งเตือนไปยังกลุ่มพันธมิตรฮูตีในเยเมนให้เตรียมพร้อมปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดงทันที หากสหรัฐฯ ตัดสินใจล้ำเส้นด้วยการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน
• ทำเนียบขาวนำโดยโฆษกหญิง แครอลีน ลีวิตต์ ระบุชัดเจนว่า ประธานาธิบดีนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ยอมนิ่งเฉยต่อการกระทำอันเข้าข่ายการก่อการร้ายในช่องแคบฮอร์มุซ และจะทำให้อิหร่านชดใช้กับผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดประตูทิ้งไว้สำหรับการทูตเสมอ
อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้ "กองกำลังภาคพื้นดิน" เพื่อเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน และขู่ยื่นคำขาดว่าจะโจมตีระบบโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านในสัปดาห์หน้า หากเตหะรานไม่ยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
• นายฟาติห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการบริหารทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกแถลงการณ์เตือนว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และควรเริ่มกังวลอย่างจริงจังเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้รับการแก้ไขในเร็ว ๆ นี้
แม้ว่าที่ผ่านมาตลาดจะได้รับการบรรเทาผลกระทบจากมาตรการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของกลุ่มประเทศสมาชิก IEA ร่วม 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของคลังสำรองทั้งหมด ประกอบกับการใช้ปริมาณสำรองและนโยบายประหยัดพลังงานของจีน
ตลอดจนการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ แต่มาตรการช่วยเหลือและทรัพยากรเหล่านี้ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป โดยกลุ่มประเทศในแถบเอเชียที่ต้องพึ่งพาพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สูงถึงร้อยละ 80-90 รวมถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด
• ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนขยายวงเข้าสู่แนวรบทางน้ำอย่างรุนแรง หลังกองทัพยูเครนส่งฝูงโดรนพลีชีพทางทะเลเข้าจู่โจมกลุ่มเรือขนส่งน้ำมันดิบของรัสเซียในบริเวณน่านน้ำทะเลดำและทะเลอาซอฟ ส่งผลให้ปฏิบัติการเดินเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าของรัสเซียในพื้นที่ต้องชะงักงันลงชั่วคราว
นอกจากนี้ ยูเครนยังคงส่งโดรนพิสัยไกลพุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่น และคลังเก็บน้ำมันดิบในดินแดนรัสเซียอย่างต่อเนื่อง หวังบั่นทอนแหล่งรายได้และระบบโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่ใช้สนับสนุนกองทัพรัสเซีย
• กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ได้เผยแพร่ รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือน (MOMR) โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 ลงเหลือเพียง 8 แสนบาร์เรลต่อวัน (ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในรายงานครั้งก่อน) ถือเป็นการปรับลดตัวเลขคาดการณ์เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน
โดยให้เหตุผลหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจในฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนและอินเดียที่เผชิญการชะลอตัวลงของกิจกรรมภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้น และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ เดือน ก.ค. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ มติอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 - 16 ก.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 6.83 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 77.49 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 8.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 82.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กลับมาทะยานสูงขึ้น หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สหรัฐฯ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลรวมถึงเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเดินเรือสูงถึงร้อยละ 20 ของมูลค่าสินค้าบนเรือ แม้ในเวลาต่อมาสหรัฐฯ จะประกาศยกเลิกข้อเสนอดังกล่าวแล้วก็ตาม อีกทั้งสถานการณ์ยังตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังเกิดเหตุขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำนวน 2 ลำ
ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อระบบป้องกันชายฝั่งและคลังเก็บขีปนาวุธของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดขีดความสามารถในการโจมตีเรือพาณิชย์
ขณะที่ทางอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ พร้อมข่มขู่ว่าจะส่งสัญญาณให้กลุ่มฮูตีในเยเมนทำการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) เพิ่มเติม ซึ่งหากเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกทั้งสองแห่งนี้ถูกจำกัด จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกทันที


