สงครามปิดฮอร์มุซไม่อาจดันราคาน้ำมันให้พุ่งอย่างที่หลายฝ่ายคาด เมื่อ ‘จีน’ ลดการนำเข้าน้ำมันครั้งใหญ่ ช่วยดูดซับแรงกระแทกด้านอุปทาน จนถูกจับตาว่ากำลังก้าวขึ้นเป็น ‘Swing Importer’ ผู้มีบทบาทกำหนดทิศทางตลาดพลังงานโลกด้วย ‘อำนาจการซื้อ’ ของตนเอง
สงครามสหรัฐกับอิหร่านที่ปะทุขึ้น ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าราคาน้ำมันโลกจะทะยานขึ้นอย่างรุนแรง หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักและอุปทานน้ำมันหายไปราว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ราคาน้ำมันกลับ “ปรับขึ้นน้อยกว่าที่คาด” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “จีน” ซึ่งเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก เลือก “ลดการนำเข้าน้ำมัน” อย่างมีนัยสำคัญ จนช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวของตลาดในขณะนี้
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในเดือนกุมภาพันธ์ จีนนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 12.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในเดือนมิถุนายน ปริมาณนำเข้า “ลดลงเหลือเพียง 7.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี คิดเป็นการลดลงกว่า 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 40% ของปริมาณน้ำมันที่ตลาดโลกสูญเสียจากการปิดฮอร์มุซ
หากจีนเลือกเดินหน้าซื้อน้ำมันจำนวนมหาศาลเพื่อรักษาระดับการนำเข้าเอาไว้ ราคาน้ำมันโลกย่อมพุ่งสูงกว่านี้มาก แต่การที่จีนลดการนำเข้าลงอย่างมีนัยสำคัญ กลับช่วย “บรรเทาความตึงตัว” ของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
มิกะ ทาเคฮาระ จากองค์การความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งญี่ปุ่น (JOGMEC) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึง “ความยืดหยุ่นของระบบพลังงานจีน และบทบาทในการเป็นผู้ปรับสมดุลตลาด” ผ่านการปรับเปลี่ยนแหล่งพลังงานและปริมาณการจัดหาตามความต้องการ
“การที่จีนปรับอุปสงค์ภายในประเทศผ่านมาตรการเชิงนโยบาย ในท้ายที่สุดได้มีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมัน” ทาเคฮาระกล่าว
รัฐบาลจีนใช้มาตรการหลายด้านเพื่อรองรับสถานการณ์ ทั้งการระบายน้ำมันจากคลังสำรอง การหันมาเน้นใช้เชื้อเพลิงในประเทศ ลดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เปลี่ยนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเร่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
นักวิเคราะห์จึงมองว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็น “Swing Importer” หรือ “ผู้นำเข้าที่สามารถปรับปริมาณซื้อเพื่อรักษาสมดุลตลาด” ซึ่งมีบทบาทตรงข้ามกับซาอุดีอาระเบียที่ทำหน้าที่เป็น “Swing Producer” หรือผู้ผลิตที่เพิ่มหรือลดกำลังการผลิต เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนมีบทบาทเช่นนี้ ย้อนกลับไปในปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน จีนลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลงมากกว่า 15 ล้านตัน และหันไปใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยุโรปสามารถนำเข้า LNG จากตลาดโลกมาทดแทนก๊าซรัสเซียได้ ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิต LNG ของสหรัฐ ก็ช่วยเสริมอุปทานอีกทางหนึ่ง
การที่จีนลดการนำเข้าน้ำมันดิบในช่วงนี้ ถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่เกิดจากความระมัดระวังต่อราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง จีนเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง การรักษาเสถียรภาพของอุปทานพลังงาน จึงเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญ และกลไกความมั่นคงด้านพลังงานที่จีนวางไว้หลายชั้นก็ส่งผลต่อทิศทางของตลาดโลกในที่สุด
แม้ว่าการดำเนินการของจีนในครั้งนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นว่า จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในตลาดพลังงานโลก ผ่านการใช้ “อำนาจในการซื้อ” (Purchasing Power) เพื่อกำหนดทิศทางของตลาดอย่างชัดเจน
อ้างอิง: nikkei


