วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันจาก ‘อิรัก’ ถึง ‘ซีเรีย’ ทางเลี่ยงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ?

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า รัฐบาลอิรักและซีเรีย ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูเส้นทางท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อระหว่างสองประเทศ โครงการดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นช่องทางยุทธศาสตร์แห่งใหม่ในการส่งออกพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาและหลีกเลี่ยงผลกระทบจากเส้นทางเดินเรือหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่กำลังเผชิญวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ภายในงานประชุมสุดยอดของหอการค้าว่าด้วยการลงทุนของสหรัฐในอิรัก โดยมี คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ เป็นประธานในพิธีลงนามระหว่าง บาสเซม อับดุล คาริม นาสร์ ซีอีโอของบริษัท Basra Oil Company และ ยุสเซฟ กาบลาวี ซีอีโอของบริษัท Syrian Petroleum Company

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐได้กล่าวเน้นย้ำว่า "อิรักยังมีโอกาสและพื้นที่ในการพัฒนาอีกมาก ทั้งในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ลดการพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นปฏิปักษ์ และนำมาซึ่งเสรีภาพ ความมั่งคั่ง ตลอดจนความมั่นคงทางพลังงานอันอุดมสมบูรณ์ให้กับประเทศ" 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ อาลี อัล-ไซดี นายกรัฐมนตรีอิรัก อยู่ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา 

สำหรับ ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ทอดตัวยาวตั้งแต่เมืองเคอร์คุก ทางตอนเหนือของอิรัก ไปจนถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของซีเรีย ข้อมูลจาก สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ ระบุว่า โครงการนี้มีกำลังการผลิตรองรับสูงถึง 700,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ท่อส่งน้ำมันเส้นนี้ได้ถูกปิดใช้งานมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ได้รับความเสียหายในช่วงที่สหรัฐบุกโจมตีอิรักเมื่อปี 2003

การฟื้นฟูโครงการนี้ถือเป็นทางออกที่สำคัญสำหรับอิรัก ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มโอเปก (OPEC) เนื่องจากปัจจุบันอิรักต้องพึ่งพาท่าเรือส่งออกตอนใต้ในเมืองบาสรา บนอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก และมีข้อจำกัดด้านทางเลือกในการขนส่งน้ำมันสู่ตลาดโลก เมื่อเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อิรักจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ข้อมูลจากโอเปกชี้ว่า การผลิตน้ำมันของอิรักทรุดตัวลงกว่า 50% เหลือเพียง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับระดับประมาณ 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

นอกจากอิรักแล้ว ชาติมหาอำนาจในอ่าวอาหรับหลายแห่งต่างก็เร่งหาทางขยายขีดความสามารถการขนส่งผ่านระบบท่อเพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังดำเนินการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันเส้นที่สองไปยังท่าเรือฟูไจราห์ บนอ่าวโอมาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการส่งออกภายนอกช่องแคบได้ถึงสองเท่า

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม โดยอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า ซาอุดีอาระเบียเองก็กำลังพิจารณาขยายท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดง เพื่อรองรับการขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แม้ว่าการพัฒนาเครือข่ายท่อส่งน้ำมันจะเป็นทางเลือกใหม่เพื่อเลี่ยงเส้นทางวิกฤต แต่บรรดานักวิเคราะห์ได้ออกมาเตือนว่า โครงการเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขภัยคุกคามหลักที่เกิดจากอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคได้อย่างเบ็ดเสร็จ

บ็อบ แมคนัลลี ผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า "ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของน่านน้ำ แต่เป็นความเสี่ยงที่อิหร่านสามารถใช้อาวุธโจมตีโครงสร้างพื้นฐานได้โดยตรง ทั้งในส่วนของสถานีโหลดน้ำมัน สถานีสูบน้ำมัน สถานีปลายทาง รวมถึงคลังกักเก็บน้ำมันของระบบท่อส่งเหล่านี้ต่างหาก"