ทำไม ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ มหาเศรษฐีนักลงทุนถึงคิดว่าตัวเอง เชื่อว่าตัวเองคือคนที่ “โชคดีที่สุด 1 ใน 10 ของโลก” สู่เบื้องหลังการบริจาคสมบัติแสนล้านให้กับ 4 มูลนิธิครอบครัว
"เมื่อมองจากประชากรโลกทั้งหมด 8,000 ล้านคน ผมคิดว่าตัวเองน่าจะเป็น 1 ใน 10 ของคนที่โชคดีที่สุดในโลก" วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังวัย 95 ปี ประธานบริษัท Berkshire Hathaway กล่าว
บัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์กับ Becky Quick ผ่านรายการ Squawk Box ของสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและมีทรัพย์สินมหาศาล โดยบลูมเบิร์ก ประเมินว่าสูงถึง 1.47 แสนล้านดอลลาร์ไม่ใช่แค่ความเก่งกาจ แต่เป็นเพราะ "โชค"
‘บัฟเฟตต์’ ถูกหวยตั้งแต่เกิด
บัฟเฟตต์ มักจะย้ำอยู่เสมอว่าเขาชนะ "หวยรังไข่" (Ovarian Lottery) มาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต ทั้งการได้เกิดในประเทศอเมริกา การมีสุขภาพที่แข็งแรงจนถึงวัย 95 ปี และความบังเอิญที่พ่อของเขาทำธุรกิจโบรกเกอร์หุ้น ทำให้เขาได้เรียนรู้โลกการลงทุนตั้งแต่เด็ก
บัฟเฟตต์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าพ่อของผมเป็นช่างประปา ผมคงไม่มีโอกาสและข้อได้เปรียบแบบนี้ ทุกอย่างมันคือความโชคดีล้วน ๆ”
แนวคิดเรื่อง "ความโชคดี" นี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญในปรัชญาการกุศลของเขา
บัฟเฟตต์มองว่า การบริจาคเพื่อสังคมคือ "หน้าที่ทางศีลธรรม" ของคนรวย เพราะในขณะที่เขาโชคดี มนุษย์อีกหลายคนบนโลกกลับต้องเผชิญกับความโชคร้ายเพียงเพราะ "อุบัติเหตุทางการเกิด" ที่เลือกไม่ได้
บัฟเฟตต์ จึงรับไม่ได้กับคนรวยบางคนที่ใช้ความโชคดีเหล่านั้นมาสร้างความชอบธรรมด้วยการ “เอาเปรียบสังคม”
กางแผนส่งต่อ ‘มรดกแสนล้าน’ ภายในปี 2034
ย้อนกลับไปในปี 2010 บัฟเฟตต์เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะบริจาคทรัพย์สิน 99% ของเขาในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา หุ้น Berkshire ที่เขาบริจาคให้มูลนิธิ Gates Foundation มีมูลค่า ณ วันที่ส่งมอบสูงถึงเกือบ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หากคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันจะสูงถึง 1.59 แสนล้านดอลลาร์
ก้าวต่อไปของบัฟเฟตต์คือการตั้งเป้า "จัดสรรหุ้น Berkshire ทั้งหมดที่มี" ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2034 โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ เงินบริจาคในอนาคตทั้งหมดจะไม่ส่งไปยัง Gates Foundation อีกต่อไป แต่จะถูกโอนย้ายไปยังมูลนิธิครอบครัว 4 แห่งที่บริหารโดยลูก ๆ ทั้ง 3 คนของเขา
เงื่อนไขเดียวที่บัฟเฟตต์ตั้งไว้คือ ลูก ๆ ทั้ง 3 คนต้องเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ในการใช้เงิน เพื่อขับเคลื่อนงานการกุศล เช่น การศึกษาปฐมวัย, ความมั่นคงทางอาหาร, รวมถึงโครงการเพื่อสุขภาพและเศรษฐกิจสำหรับผู้หญิงและเด็ก
บัฟเฟตต์ ย้ำว่า “เงินนี้เป็นของพวกเขา และมันคือความรับผิดชอบของพวกเขาที่จะต้องจัดการมันให้ดีที่สุด”
เปลี่ยนเสียงวิจารณ์ สู่แรงบันดาลใจ
แม้ว่ามหาเศรษฐีระดับโลกมักจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้การบริจาคบังหน้าเพื่อลดหย่อนภาษีหรือสร้างภาพลักษณ์
แต่ทว่าบัฟเฟตต์ เชื่อว่าการทำความดีครั้งใหญ่แบบนี้ จะช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณด้านดีของเพื่อนมนุษย์ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรวยคนอื่น ๆ หันมาแบ่งปันมากขึ้น
"เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ชีวิตของคนที่ 'จับได้ใบดำ' หรือคนที่โชคร้ายในชีวิตมีสิ่งที่ดีขึ้น ซึ่งในความเป็นจริง... มีคนที่โชคร้ายมากกว่าจำนวนที่เราจะเยียวยาได้หมดเสียอีก" บัฟเฟตต์กล่าวทิ้งท้าย


