เผยเรือบรรทุกน้ำมันเผชิญ 'สถานการณ์เลวร้ายที่สุด' ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านเพิ่มการโจมตีเรือ ชี้ไม่มีใครกล้าออกมาในช่วงนี้ ฉุดปริมาณการเดินเรือลดฮวบเหลือแค่ 8 ลำต่อวัน ขณะที่ 'เรือติดธงไทย' โดนโจมตีรอบใหม่ ยังไม่ยืนยันว่าเป็นเรือไทยลำสุดท้าย 'หัทยา นารี' ที่เหลือติดอยู่ลำเดียวหรือไม่
ดิมิทริส มาเนียทิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทมาริสก์ส (Marisks) ซึ่งให้บริการด้านบริหารความเสี่ยงทางทะเล กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงใน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ได้กลับเข้าสู่ "สถานการณ์เลวร้ายที่สุด" สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันอีกครั้ง หลังอิหร่านเดินหน้าโจมตีเรือหลายลำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรดาลูกเรือกังวลเรื่องความปลอดภัยกันเพิ่มขึ้นมาก
"เราพบว่าปริมาณเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง และขณะนี้ลูกเรือมีความกังวลมากกว่าที่เคยเป็นก่อนหน้านี้" ซีอีโอของ Marisks กล่าวและย้ำว่า "ไม่มีใครเต็มใจจะเคลื่อนเรือ"
ข้อมูลจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา "มีเรืออย่างน้อย 9 ลำถูกโจมตี" ขณะที่อิหร่านพยายามบังคับให้เรือเดินทะเลใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำบริเวณอาณาเขตของตนเองในช่องแคบฮอร์มุซ แทนเส้นทางเลียบชายฝั่งโอมานที่อยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพสหรัฐ
การโจมตีดังกล่าวทำให้มีลูกเรือ 1 คนเสียชีวิต และอีก 3 คนได้รับบาดเจ็บ จากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบ Al Bahyah นอกชายฝั่งโอมานเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. ขณะที่ในวันเดียวกันยังมีลูกเรืออีก 11 คนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบ Mombasa B ซึ่งกำลังแล่นใกล้ชายฝั่งโอมาน
ยาค็อบ ลาร์เซน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของบริษัท BIMCO ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาคมผู้ประกอบการเดินเรือรายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวว่า การโจมตีของอิหร่านใช้ขีปนาวุธต่อต้านเรือ ขณะที่เส้นทางเดินเรือหลักบริเวณกึ่งกลางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเรียกว่า Traffic Separation Scheme (TSS) ก็ยังคงอันตรายเกินกว่าที่เรือจะใช้เดินทาง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด
"เหตุการณ์ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของลูกเรือ ในเวลานี้พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะมีการรับประกันใดๆ ก็ตาม" มาเนียทิสกล่าว "ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเงินอีกต่อไป ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์หรือภารกิจใดๆ แต่เป็นความหวาดกลัวที่กำลังครอบงำการตัดสินใจ"
การเดินเรือผ่านฮอร์มุซเหลือเพียงหยิบมือ
"ช่องแคบเปิดอยู่ หากใครต้องการผ่านก็สามารถผ่านได้" ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News หลังสหรัฐกลับมาบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา "เราไม่ได้เปิดให้อิหร่าน นั่นคือฝ่ายเดียวที่ถูกปิดกั้น ช่องแคบปิดสำหรับอิหร่านทั้งขาเข้าและขาออก แต่ตอนนี้เปิดสำหรับประเทศอื่นแล้ว"
อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามการเดินเรือหลายแห่งพบว่า "ปริมาณเรือ" ที่สัญจรผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก นักวิเคราะห์ของบริษัท Lloyd's ซึ่งติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซระบุว่า "ช่องแคบแทบจะกลับเข้าสู่ภาวะปิดอีกครั้ง" โดยมีเรือแค่ไม่กี่ลำที่ยังคงแล่นผ่าน และหลายลำปิดระบบส่งสัญญาณระบุตำแหน่ง (transponder)
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการค้า Kpler ระบุว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ "ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์" โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ค. มีเรือผ่านเพียง 8 ลำ ลดลงจาก 15 ลำในวันก่อนหน้า
ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีเรือมากกว่า 100 ลำเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละวัน
ยิง 'เรือติดธงไทย'
สำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานอ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่า กองกำลังอิหร่านได้โจมตี "เรือลำหนึ่งที่ติดธงไทย" ขณะพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือบรรทุกสินค้าลำดังกล่าวยังคงเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะได้รับการแจ้งเตือนและสัญญาณวิทยุหลายครั้งจากเรือลาดตระเวนของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แล้วก็ตาม
ตามคำชี้แจงของฝ่ายอิหร่าน เรือปฏิเสธที่จะหยุดเดินเรือหรือขออนุญาตก่อนผ่านช่องแคบ ส่งผลให้กองกำลังอิหร่านเข้าสกัดกั้นและโจมตีเรือลำดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้สื่อของรัฐบาลอิหร่านจะยืนยันว่าเกิดการเผชิญหน้าโดยตรง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธที่ใช้โจมตี ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเรือ ตลอดจนสถานะและความปลอดภัยของลูกเรือ
เหตุการณ์ด้านความมั่นคงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ข้อมูลจากบริษัทติดตามการเดินเรือทั่วโลกบ่งชี้ว่า ปริมาณเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก
สำหรับสถานการณ์เรือไทยในช่องแคบฮอร์มุซนั้น "กระทรวงการต่างประเทศ" เคยรายงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ว่า ในบรรดาเรือสัญชาติไทยและเรือที่ผู้ประกอบการไทยว่าจ้าง ซึ่งตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ 11 ลำ นับตั้งแต่มีการปิดช่องแคบเมื่อปลายเดือนก.พ. มีเรือออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้วทั้งหมด 10 ลำ โดยเหลือเพียงเรือของผู้ประกอบการไทย 1 ลำ คือ "เรือหัทยา นารี" ซึ่งอยู่ระหว่างรอรับสินค้าและมีแผนจะเดินทางออกจากพื้นที่ในโอกาสแรก
สำหรับ "เรือหัทยา นารี" (Hatthaya Naree) เป็นเรือของบริษัท PSL ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับ "เรือมยุรี นารี" (Mayuree naree) ที่ถูกอิหร่านโจมตีจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกก่อนหน้านี้ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์ marinetraffic และ vesselfinder พบว่า เรือหัทยา นารี เป็นเรือเทกองที่ติดธงชาติสิงคโปร์ และยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าจะเป็นเรือลำที่ถูกโจมตีหรือไม่
สหรัฐโจมตีติดต่อกันเป็นวันที่ 7
สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) โจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 7 ติดต่อกัน โดยระบุว่าได้เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งเมื่อเวลา 15:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ของวันศุกร์ โดยการเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่ออิหร่านโดยมีเจตนาที่จะ "ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง"
กองทัพกล่าวว่า การโจมตีนี้มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐได้ทำลายหอสังเกตการณ์เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นของ IRGC บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน
จับตาการเดินเรือหลังจากนี้
ลาร์เซนซึ่งเป็นผู้บริหรของบริษัท BIMCO กล่าวว่า บริษัทเดินเรือต้องการหลักประกันที่เชื่อถือได้จากทั้งอิหร่านและสหรัฐว่าช่องแคบฮอร์มุซมีความปลอดภัย
หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทางเลือกที่เหลือคือสหรัฐจะเดินหน้าโจมตีฐานยิงขีปนาวุธ หน่วยปฏิบัติการโดรน และเรือติดอาวุธของอิหร่านต่อไป โดยปริมาณการเดินเรืออาจกลับมาเพิ่มขึ้น หากผู้ประกอบการเชื่อว่าสหรัฐสามารถลดทอนภัยคุกคามจากอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลาร์เซนกล่าวว่า บริษัทเดินเรือแต่ละแห่งมีระดับการยอมรับความเสี่ยงแตกต่างกัน บางบริษัทพร้อมเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่บางบริษัทเลือกหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "เจ้าของเรือที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน" เพียงฝ่ายเดียว โดยสิ่งสำคัญคือ ลูกเรือต้องยินยอมด้วย
ที่มา: CNBC, กรุงเทพธุรกิจ, กระทรวงการต่างประเทศ


