S&P Global ชี้สงครามอิหร่านดัน ‘สหรัฐ’ ขึ้นแท่นฮับพลังงานโลก คลองส่วนแบ่ง LNG 25%
หลังทั่วโลกแห่ซื้อ LNG หนีปัญหาคอขวด 'ช่องแคบฮอร์มุซ'
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทที่ปรึกษา S&P Global ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า สถานการณ์สงครามอิหร่านและความหยุดชะงักของตลาดพลังงานทั่วโลก กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่สำหรับการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ “สหรัฐอเมริกา”
ปัญหาสินค้าติดขัดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายแหล่งพลังงานทางภูมิศาสตร์ เพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก
แดเนียล เยอร์กิน (Daniel Yergin) นักประวัติศาสตร์และที่ปรึกษาด้านพลังงานและรองประธานของ S&P Global ได้แสดงทัศนะว่า ในปัจจุบันกระแสความนิยมก๊าซธรรมชาติเหลวจากสหรัฐนั้นค่อนข้างรุนแรงมาก
หลังจากนี้คาดว่าผู้ซื้อทั่วโลกจะหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน และมองหาทางเลือกอื่นเพื่อทดแทนจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นปัญหาคอขวดในการขนส่ง ส่งผลให้สหรัฐกลายเป็นเป้าหมายหลักในการเลือกซื้อ LNG เพื่อกระจายความเสี่ยง
นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น สหรัฐในฐานะผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยปริมาณก๊าซที่ขาดหายไปจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณการส่งออกไปยังตลาดยุโรปและเอเชีย
ในขณะที่ศูนย์กระจายสินค้า Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำหนดการเปิดดำเนินงาน หลังจากได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ความต้องการพลังงานจากสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น
‘สหรัฐ’ จ่อครองสัดส่วน LNG 25%
เอริค ไอเบิร์ก (Eric Eyberg) รองประธานฝ่ายให้คำปรึกษาด้านก๊าซและ LNG ของ S&P Global Energy คาดการณ์ว่า สหรัฐจะมีการอนุมัติเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับการส่งออก LNG อีก 30 ล้านตันต่อปี ภายในช่วง 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า โดยก๊าซธรรมชาติที่จะนำมาป้อนโรงงานผลิต LNG ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐจะเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า
รายงานของ S&P ระบุว่า ภายในปี 2031 การส่งออก LNG ของสหรัฐจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 25% ของความต้องการก๊าซทั้งหมดภายในประเทศ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับเกือบ 13% ในปีนี้
การส่งออกที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวกลับส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนภายในประเทศสหรัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากสหรัฐมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีปริมาณมหาศาล
วิกฤติความขัดแย้งในอิหร่านครั้งนี้ จึงเป็นตัวเร่งให้เม็ดเงินลงทุนในภาคพลังงานย้ายออกจากกลุ่มประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย มุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกาและพื้นที่นอกตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น


