เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่ดูผ่อนคลายระหว่างสหรัฐกับจีน ทีมเศรษฐกิจทรัมป์กลับเชื่อว่า ปักกิ่ง ‘ยังไม่ทำตามข้อตกลงการค้า’ โดยเฉพาะการเปิดทางส่งออกแร่หายากให้บริษัทอเมริกัน แต่รัฐบาลสหรัฐยังไม่ต้องการเปิดศึกตอบโต้ เพราะกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า แม้รัฐบาลทรัมป์จะบรรลุข้อตกลงพักรบการค้ากับจีนเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ภายในทีมเศรษฐกิจของทำเนียบขาวกลับเกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนกำลัง “ไม่ปฏิบัติตาม” เจตนารมณ์ของข้อตกลง โดยเฉพาะในประเด็น การส่งออกแร่หายาก และ แร่สำคัญ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สหรัฐจำเป็นต้องใช้ในการผลิตตั้งแต่รถยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอาวุธ และเครื่องบินรบ
อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่จำนวนมากจะไม่พอใจพฤติกรรมของจีน แต่รัฐบาลทรัมป์กลับเลือกที่จะ “หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างเปิดเผย” เพราะเกรงว่าการตอบโต้จะทำให้ความสัมพันธ์กลับเข้าสู่สงครามการค้าอีกครั้ง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน รวมถึงแผนการต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน นี้
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการหารือภายในรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาว และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ต่างมีข้อสรุปตรงกันว่า จีนไม่ได้ดำเนินการตามความเข้าใจของสหรัฐเกี่ยวกับข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวคือ การที่จีนจะกลับมาเปิดทางให้บริษัทอเมริกันสามารถเข้าถึงแร่หายาก และวัตถุดิบยุทธศาสตร์ได้ตามปกติ หลังจากก่อนหน้านี้จีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐอย่างหนัก
แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สหรัฐมองว่า จีนยังคงจำกัดการส่งออกผ่านระบบอนุญาตที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และไม่มีความโปร่งใส ส่งผลให้หลายบริษัทไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ภายในรัฐบาลจะมีเสียงวิจารณ์จีนอย่างกว้างขวาง แต่แหล่งข่าวระบุว่า นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดที่เมืองปูซาน เจ้าหน้าที่จำนวนมากกลับหลีกเลี่ยงการตำหนิจีนต่อสาธารณะ สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลว่า หากรัฐบาลออกมาประณามจีนอย่างรุนแรง อาจทำให้ทั้งสองประเทศกลับเข้าสู่สงครามการค้าอีกครั้ง ซึ่งอาจกระทบตลาดหุ้น เศรษฐกิจสหรัฐ และการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
เจ้าหน้าที่บางรายยังเชื่อว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งก่อนการเยือนสหรัฐของสี จิ้นผิง ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นการเยือนระดับรัฐพิธีอย่างยิ่งใหญ่
อีกทั้งยังมีความกังวลว่า หากสหรัฐกดดันจีนมากเกินไป จีนอาจ “ตอบโต้” ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากมากกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตของสหรัฐ
จีนปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่า ไม่ได้ละเมิดข้อตกลง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งระบุว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก เป็นไปตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวหาว่า ฝ่ายสหรัฐต่างหากที่ละเมิดข้อตกลง ด้วยการออกมาตรการจำกัดบริษัทจีน และเพิ่มข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี
ด้านเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐยอมรับว่า การปฏิบัติตามข้อตกลงของจีนบางเรื่องดีกว่าบางเรื่อง พร้อมยืนยันว่าประเด็นต่างๆ ยังคงถูกหยิบยกขึ้นหารือกับรัฐบาลจีน และกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไข
เมื่อการเจรจาระดับรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ บริษัทอเมริกันหลายแห่งจึงเริ่มดำเนินการด้วยตนเอง เช่น Applied Materials ผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผู้บริหารเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งเพื่อสอบถามโดยตรงว่า เหตุใดวัตถุดิบสำคัญจึงยังไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ
ขณะที่ Coherent ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารแสงสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ก็ส่งซีอีโอร่วมเดินทางกับคณะของทรัมป์ไปจีน เพื่อผลักดันให้สามารถกลับมาส่งสินค้าได้อีกครั้ง
ผลสำรวจของสภาธุรกิจ US-China Business Council ยังสะท้อนว่า บริษัทสมาชิกจำนวนมากยังประสบปัญหาในการนำเข้าแร่หายากจากจีน ทั้งจากขั้นตอนการอนุมัติที่ยืดเยื้อ ความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์ และการประสานงานที่ซับซ้อน โดยบางชนิดแทบไม่สามารถจัดหาได้เลย
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงภาคกลาโหม แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในการประชุมที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่า ผู้รับเหมาด้านกลาโหมหลายรายไม่สามารถส่งมอบอาวุธ และระบบป้องกันประเทศได้ตามกำหนด เพราะยังขาด “แม่เหล็กถาวร” ซึ่งผลิตจากแร่หายากของจีน
เจ้าหน้าที่เกรงว่า ความนิ่งเฉยของสหรัฐอาจถูกตีความว่า วอชิงตันไม่มีความพร้อมจะเปิดศึกการค้ารอบใหม่ และอาจทำให้จีนเรียกร้องเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจาครั้งต่อไป
นอกจากนี้ ผู้เจรจาสหรัฐยังไม่สามารถทำให้จีนยอมบันทึกพันธกรณีเกี่ยวกับการส่งออกแร่หายากไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้จีนสามารถตีความข้อตกลงได้ตามที่ตนเองต้องการ
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


