วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หวั่นกว่า ‘สงครามอิหร่าน’ รอยร้าวซาอุฯ VS ยูเออี เสี่ยงเขย่าทุน 100 ล้านล้านบาท

ในขณะที่สายตาโลกจับจ้องสงครามอิหร่าน วอลล์สตรีทกลับกังวลอีกสมรภูมิหนึ่ง นั่นคือ ‘ศึกช้างชนช้าง’ ระหว่าง ‘ซาอุดีอาระเบีย’ กับ ‘ยูเออี’ สองมหาอำนาจผู้กุมพลังงาน และเงินทุนกว่า 100 ล้านล้านบาท ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมจากตะวันออกกลางสู่ตลาดการเงินโลกอย่างรุนแรงได้

แม้สงครามอิหร่านครองหน้าสื่อทั่วโลกตลอดปีที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังวงสนทนาของผู้บริหารธนาคารเพื่อการลงทุน และกองทุนยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีท กลับมีอีกหนึ่งความกังวลที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “รอยร้าว” ระหว่าง “ซาอุดีอาระเบีย” กับ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” (UAE) สองมหาอำนาจเศรษฐกิจแห่งอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสเงินลงทุนระดับทั้งโลก

รอยร้าวเริ่มจากสองประเทศนี้แข่งขันกันเพื่อ “ชิงบทบาทผู้นำในตะวันออกกลาง” ก่อนจะลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่าง “เลือกสนับสนุนคนละฝ่าย” ในสงครามกลางเมือง และวิกฤติสำคัญหลายแห่ง ตั้งแต่เยเมน ซูดาน ไปจนถึงภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก อีกทั้งยังมีจุดยืนที่แตกต่างกันต่ออิหร่าน

ขณะที่ความสัมพันธ์ยิ่งสั่นคลอนเมื่อ UAE ประกาศถอนตัวจากกลุ่มน้ำมัน OPEC สร้างความประหลาดใจให้ซาอุดีอาระเบีย และจุดกระแสคาดการณ์ว่า สมดุลอำนาจในตลาดน้ำมันโลก อาจกำลังเปลี่ยน

ความตึงเครียดดังกล่าวปรากฏชัดในช่วงหลายเดือนก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เมื่อซาอุดีอาระเบียเดินหน้ากดดันให้ UAE ยุติบทบาทในเยเมน พร้อมพยายามลดอิทธิพลของประเทศเพื่อนบ้านในเวทีภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงบริเวณทะเลแดง

ความขัดแย้งครั้งนี้เปรียบเสมือน “ศึกช้างชนช้าง” เพราะทั้งสองประเทศต่างเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของอ่าวอาหรับ รวมถึงเป็น “ศูนย์กลางเงินทุนที่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” รวมกันกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 100 ล้านล้านบาท และเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมตั้งแต่พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายฝ่ายเริ่มหวั่นว่า หากความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงกว่านี้ อาจส่งผลสะเทือนต่อกระแสเงินลงทุน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'รอยร้าว' เริ่มลามสู่โลกธุรกิจ วีซ่าติดขัด โอนเงินสะดุด

แม้รัฐบาลทั้งสองประเทศยังยืนยันว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่ภาคธุรกิจเริ่มพบ “สัญญาณผิดปกติ”

เริ่มจากบริษัทหลายแห่งใน UAE รายงานว่า การขอวีซ่าธุรกิจเพื่อเข้าซาอุดีอาระเบีย ประสบปัญหา ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายพบความล่าช้าในการโอนเงินจากซาอุดีอาระเบียมายัง UAE แม้จะยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ แต่ช่วงเวลาที่เกิดขึ้นก็ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ความขัดแย้งทางการเมืองอาจเริ่มลุกลามเข้าสู่ภาคธุรกิจแล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า บริษัทการลงทุนระหว่างประเทศแห่งหนึ่งที่กำลังระดมทุนสำหรับกองทุนลงทุนในตะวันออกกลาง ได้รับแจ้งจากนักลงทุนประเภท Limited Partners (LPs) ของซาอุดีอาระเบียว่า พวกเขาสามารถลงทุนได้เฉพาะกองทุนหรือกิจการที่มุ่งเน้นการลงทุนในซาอุดีอาระเบียเท่านั้น และต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ UAE

ผู้บริหารภาคธุรกิจที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กมองว่า แม้ทั้งสองประเทศไม่น่าจะเผชิญหน้ากันโดยตรง แต่บริษัทต่างๆ เริ่มกังวลว่า ในอนาคตอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้างระหว่าง กรุงริยาด หรือกรุงอาบูดาบี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างแสดงจุดยืนและผลักดันผลประโยชน์ของตนอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น

 

 

 

ฮุสเซน นัสเซอร์-เอ็ดดิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทบริหารความเสี่ยง Crownox กล่าวว่า “องค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบบริหารจัดการซับซ้อน กำลังมองความแตกต่างทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศอ่าวอาหรับว่าเป็น 'สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด' มากกว่าจะมองข้ามเหมือนที่ผ่านมา”

ด้วยเหตุนี้ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งจึงเริ่มจัดทำแผนสำรอง เช่น แยกระบบโลจิสติกส์สำหรับซาอุดีอาระเบีย และ UAE ออกจากกัน ทบทวนสัญญาทางธุรกิจ โดยเฉพาะเงื่อนไขเหตุสุดวิสัย รวมถึงกระจายฐานพนักงาน และที่อยู่อาศัยในทั้งสองประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดข้อจำกัดใหม่ในอนาคต

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับภาคการเงินระบุกับบลูมเบิร์กว่า ธนาคาร และบริษัทลงทุนระดับโลกหลายแห่ง ตั้งแต่ Goldman Sachs, Morgan Stanley, BlackRock, Brookfield และ KKR ต่างเริ่มจัดทำแผนรับมือ หากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้น

ทรัมป์เจอโจทย์หิน หลังพันธมิตรสหรัฐแตกคอกัน

ความขัดแย้งครั้งนี้ ยังสร้างโจทย์ใหม่ให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญความตึงเครียดกับอิหร่าน

ทั้งซาอุดีอาระเบีย และ UAE ต่างเป็น “พันธมิตรสำคัญของสหรัฐ” เป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกัน และประกาศแผนลงทุนในสหรัฐรวมกันหลายล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศกลับมีท่าทีต่ออิหร่านแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยซาอุดีอาระเบียเลือกใช้นโยบายที่ประนีประนอมมากกว่า ขณะที่ UAE แสดงจุดยืนแข็งกร้าวกว่าในช่วงแรกของวิกฤติ ทำให้การกำหนดนโยบายของสหรัฐในภูมิภาค มีความซับซ้อนมากขึ้น

ฟิราส มักซาด กรรมการผู้จัดการฝ่ายตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือของ Eurasia Group กล่าวว่า “การที่พันธมิตรสำคัญของสหรัฐในตะวันออกกลางเกิดความแตกแยกมากขึ้น ย่อมไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวของสหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กำลังเผชิญความขัดแย้งกับอิหร่าน”

สู่สงครามราคาน้ำมัน?

อีกประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาคือ ผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน โดยหลัง UAE ถอนตัวจาก OPEC ประเทศก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามโควตาการผลิตของกลุ่มอีกต่อไป

นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group มองว่า หากการแข่งขันระหว่างซาอุดีอาระเบียกับ UAE รุนแรงขึ้น มีโอกาสเกิด “สงครามราคาน้ำมัน” รอบใหม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศอาจแข่งขันกันเพิ่มกำลังผลิตเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด

อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียเผชิญแรงกดดันมากกว่า เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการผลักดันโครงการ Vision 2030 ทำให้ต้องการราคาน้ำมันในระดับสูงกว่าที่ UAE ต้องการเพื่อรักษาสมดุลงบประมาณ

บทเรียนจากกาตาร์ สู่ศึกซาอุฯ–ยูเออี

กรณีสงครามอิหร่าน ทำให้หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้เส้นทางขนส่งทางบกผ่านซาอุดีอาระเบีย และ UAE มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ

แต่หากความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศย่ำแย่ลง ความพยายามสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ใหม่ในภูมิภาคก็อาจสะดุด ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า ตั้งแต่อาหาร ยา ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม

รอยร้าวเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายนึกย้อนถึงวิกฤติปี 2017 เมื่อซาอุดีอาระเบีย ยูเออี บาห์เรน และอียิปต์ร่วมกันตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และการค้ากับกาตาร์

เหตุการณ์ดังกล่าวดำเนินยาวนานเกือบ 4 ปี ส่งผลให้เงินฝากต่างชาติไหลออกจากกาตาร์ อันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินถูกปรับลด การขนส่งสินค้าถูกขัดขวาง และธนาคารทั่วโลกต้องเลือกระหว่างการรักษาความสัมพันธ์กับกาตาร์ หรือกับประเทศผู้คว่ำบาตร

แม้ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเชื่อว่า ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับยูเออี จะไม่รุนแรงถึงระดับนั้น แต่กรณีกาตาร์สะท้อนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งผลกระทบต่อภาคการเงินโลกได้อย่างรวดเร็ว

รอยร้าวที่เคยเป็นเพียงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ อาจกำลังแปรเปลี่ยนเป็น “ความเสี่ยงทางธุรกิจ” ที่บริษัทข้ามชาติ นักลงทุน และวอลล์สตรีทต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากความขัดแย้งลุกลามจากการเมืองไปสู่เศรษฐกิจ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตะวันออกกลาง แต่สามารถสั่นสะเทือนการลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงินในระดับทั้งโลกได้
 

 

 

 

อ้างอิง: bloombergnewyorkerereuters

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์