สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า คนหนุ่มสาวชาวจีนกำลังหันหน้าเข้าหาวัดและศาลเจ้าเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ ท่ามกลางความตึงเครียดจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด จนเกิดเป็นเทรนด์ใหม่ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนานนามว่า "เศรษฐกิจวัด" (Temple economy) ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพการหลอมรวมระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับการรับมือความไม่แน่นอนของคนรุ่นใหม่
ณ วัดหลิงอิน (Lingyin Temple) หรือที่รู้จักกันในนาม "วัดสถานที่พักพิงแห่งจิตวิญญาณ" ในเมืองหางโจว ซึ่งเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 กำลังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ บัตรเข้าชมแม้จะฟรี แต่ต้องจองคิวล่วงหน้าเพื่อจำกัดจำนวนคน จนเกิดเป็นกระแสที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่คนหนุ่มสาวชาวจีนต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ทั้งปัญหาการว่างงาน การแข่งขันในโลกเทคโนโลยี ไปจนถึงอัตราการแต่งงานที่ลดลง และความเหนื่อยล้าต่อชีวิตในเมืองใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินรายหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ สะท้อนมุมมองว่า เมื่อ 20 ปีก่อน การเข้าวัดมักถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงายและถูกตั้งคำถามว่าให้อะไรกับชีวิต แต่ในปัจจุบัน วัดได้กลายเป็น "สถานที่สำหรับปลดเปลื้องความวิตกกังวลและความไม่แน่นอน" และที่สำคัญคือ "เป็นสถานที่เดียวที่คุณไม่ต้องแข่งขันกับใคร เพราะคุณไม่ได้กำลังแย่งชิงพรข้อเดียวกัน"
รูปแบบความเชื่อของคนหนุ่มสาวจีนในยุคนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายผสมผสานกัน พวกเขาอาจคุกเข่าอธิษฐาน แตะตัวอักษรมงคลบนกำแพง หรือแม้แต่วางรูปถ่ายของนักร้องเพลงป็อปไว้หน้ารูปปั้นพระโพธิสัตว์
หลิน เซียงรุ่ย (Lin Xiangrui) วัยรุ่นอายุ 18 ปี กล่าวว่า ทัศนคติของการเข้าวัดในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสบาย คนจีนส่วนใหญ่มักจะเข้าไปกราบไหว้ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธหรือศาลเจ้าเต๋าผสมผสานกันไป ตามคำกล่าวโบราณที่ว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริงหากคุณเชื่อ และไม่มีอยู่จริงหากคุณไม่เชื่อ"
จู อี้หัว (Zhu Yihua) เจ้าหน้าที่ในวัดพระหยก (Jade Buddha Temple) เล่าว่า สัดส่วนของคนหนุ่มสาวที่เข้าวัดมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนรุ่นเก่ามักมีความเชื่อในเชิงไสยศาสตร์หรือโชคลางมากกว่า ขณะที่คนรุ่นใหม่มักจะมีเหตุผลรองรับ อิงกับหลักปรัชญาหรือตรรกะมากขึ้น
แนวโน้มการเติบโตของ "เศรษฐกิจวัด" และปรากฏการณ์เชิงจิตวิญญาณของวัยรุ่นจีน แม้จะไม่อาจชี้วัดเป็นสถิติทางตัวเลขหรือการแบ่งแยกตามกลุ่มอายุได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในกระแสนี้คือ พลังขับเคลื่อนทางจิตวิญญาณ (Mysticism) ของคนหนุ่มสาวที่กำลังเชื่อมโยงตนเองเข้ากับอดีตและรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ราวกับว่าพวกเขาค้นพบวัฏจักรที่ซ่อนเร้นอยู่ และเข้าใจสัจธรรมของวัยผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย
การเดินทางกลับเข้าวัดของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ เพียงแค่ได้หยิบธูป จุดไฟ และคุกเข่าสวดมนต์ขอพร ก็เพียงพอที่จะเยียวยาจิตใจให้สงบและพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายในสังคมต่อไปได้


