สำนักข่าว Al Jazeera องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า การปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน อาจส่งผลให้วิกฤตพลังงานโลกต้องยืดเยื้อออกไป และบั่นทอนความหวังที่จะเห็นตลาดน้ำมันฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความพยายามของนานาชาติที่เร่งฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตเพื่อควบคุมสถานการณ์
ในรายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนฉบับล่าสุดของ IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการผลิตและการส่งออกทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
IEA ชี้ว่า ก่อนหน้านี้ตลาดน้ำมันเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากอานิสงส์ของข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐและอิหร่านเมื่อเดือนที่แล้ว แต่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่กำลังทำให้ทิศทางของตลาดมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ชนวนเหตุของการปะทะกันระลอกล่าสุดในสัปดาห์นี้ มาจากการตีความเงื่อนไขที่แตกต่างกันใน MoU เกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นในเดือนเมษายนนั้น เส้นทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้เคยรองรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงราว 1 ใน 5 ของโลก
รายงานของ IEA เผยว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้กระแสน้ำมันดิบหายไปจากตลาดมากถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภาวะขาดแคลนพลังงานและราคาที่พุ่งสูงขึ้นได้สร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก
แม้ว่าหลังจากการบรรลุ MoU และการกลับมาเปิดช่องแคบ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกในเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามถึง 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการสู้รบปะทุขึ้นซ้ำ การเดินเรือผ่านช่องแคบก็ต้องชะงักงันลงอีกครั้ง
แม้จะเกิดการหยุดชะงัก แต่ราคาน้ำมันยังคงทรงตัว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ในช่วงต้นการซื้อขายของวันที่ 10 ก.ค. อยู่ที่ระดับ 76.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. (และได้ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4 ดอลลาร์จากสัปดาห์ก่อนหน้า)
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความนิ่งของตลาดสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะสามารถคลี่คลายได้ แม้ปริมาณน้ำมันคงคลังที่ลดลงอาจสร้างแรงกดดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ต่อๆ ไปก็ตาม
รายงานข่าวจากสหรัฐระบุว่า การชะลอการโจมตีในช่วงวันที่ 9-10 ก.ค. เป็นผลมาจากความพยายามหลังฉากเพื่อฟื้นฟูช่องทางการทูตและการหยุดยิง แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า สหรัฐได้ใช้ยุทธวิธีโจมตีสลับกับการหยุดพัก เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรงและเปิดทางให้กลไกทางการทูตทำงาน สอดคล้องกับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่สหรัฐต่อ Al Jazeera ก่อนหน้านี้ที่ยืนยันว่า สหรัฐยังคงมุ่งมั่นเจรจากับทางการเตหะราน แต่ก็พร้อมที่จะปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่หากมีความจำเป็น
แหล่งข่าวในตะวันออกกลางยืนยันว่า ปากีสถานและกาตาร์กำลังพยายามดึงทั้งสหรัฐและอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา สำนักข่าว dpa รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวในกรุงอิสลามาบัดว่า อิหร่านได้ขอให้ปากีสถานส่งสัญญาณถึงสหรัฐเกี่ยวกับความพร้อมในการเจรจา โดยมีการหารือผ่านหลากหลายช่องทาง ซึ่งรวมถึงการพบปะระหว่าง อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และ อาซิม มูเนียร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ที่กินเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงดึกของวันที่ 9 ก.ค. ทึ่ผ่านมา
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ด้วยว่า ผู้แทนเจรจาของกาตาร์ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะรานเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและปูทางสู่การเจรจาในวงกว้างที่มุ่งแก้ไขข้อพิพาทเรื่องการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาค ซึ่งหลายแห่งตกเป็นเป้าการโจมตีของอิหร่านในสัปดาห์นี้ ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น อียิปต์และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้หารือร่วมกันเพื่อขอให้จำกัดขอบเขตความตึงเครียด หลังจากอิหร่านได้โจมตีบาห์เรน คูเวต และจอร์แดน โดยคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และชาติสมาชิก ได้กดดันอย่างหนักให้ทั้งสหรัฐและอิหร่านรักษาความก้าวหน้าทางการทูตที่เคยตกลงกันไว้
องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การปะทะกันระลอกใหม่กำลังเสี่ยงที่จะทำลายความก้าวหน้าทางการทูตลงทั้งหมด และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างความหายนะต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกหากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ การประเมินสถานการณ์ของ IEA ซึ่งคาดการณ์ว่า โลกจะมีอุปทานน้ำมันส่วนเกิน 4.62 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 เทียบกับการขาดดุล 860,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2026 นั้น ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการหยุดยิงจะยังคงดำเนินต่อไปและช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดสัญจรอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากสมมติฐานเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง โอกาสที่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันโลกจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า ก็จะต้องเผชิญกับภาวะตึงเครียดและแรงกดดันอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


