เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงชนวนให้สหรัฐ และอิหร่านหวนกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง แต่ยังเปิดให้เห็นความขัดแย้งที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ ‘การแย่งชิงสิทธิกำหนดกติกาการเดินเรือ’ และกลายเป็นสมรภูมิแห่งอำนาจที่จุดไฟสงครามรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ
หากมองเพียงผิวเผิน เหตุปะทะรอบล่าสุดระหว่างสหรัฐ กับอิหร่าน ซึ่งลุกลามจนทำให้ข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย “พังลง” ดูเหมือนมีจุดเริ่มต้นจากการที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในน่านน้ำโอมาน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐมองว่า นี่ถือเป็นการละเมิด MOU ที่เพิ่งลงนามกัน จึงตอบโต้ด้วยการถล่มอิหร่านครั้งใหญ่
แต่ในความเป็นจริง “ต้นตอของความขัดแย้ง” กลับอยู่ลึกกว่านั้น นั่นคือการแย่งชิง “สิทธิในการควบคุมเส้นทางเดินเรือ” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก เส้นทางเดินเรือสากลที่ใช้มานานหลายสิบปีไม่สามารถใช้งานได้จากความเสี่ยงของทุ่นระเบิดและการโจมตี ส่งผลให้ต้องเกิด “เส้นทางใหม่” ขึ้นสองสาย ซึ่งกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างวอชิงตันและเตหะรานในเวลาต่อมา
เส้นทางแรกคือ “เส้นทางอิหร่าน” ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของช่องแคบ ภายใต้การกำกับของอิหร่าน เรือทุกลำต้องยื่นขออนุญาตจากหน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority (PGSA) ก่อนเดินทางผ่าน พร้อมรับใบอนุญาตที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว
อีกเส้นทางคือ “เส้นทางโอมาน” ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของช่องแคบ ได้รับการสนับสนุนจากโอมาน องค์การสหประชาชาติ และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ขณะที่สหรัฐ และพันธมิตรตะวันตกแนะนำให้บริษัทเดินเรือเลือกใช้เส้นทางนี้ เพราะไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน
ปัญหาคือ ทั้งสองฝ่ายต่างมอง “ความชอบธรรม” ของเส้นทางเหล่านี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับสหรัฐ และพันธมิตร ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่ต้องเปิดเสรี ทุกประเทศควรมีสิทธิผ่านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐใดรัฐหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าผ่านทาง
แต่อิหร่านกลับยืนยันว่า เส้นทางที่ปลอดภัยเพียงเส้นทางเดียวคือ เส้นทางที่รัฐบาลอิหร่านกำหนด พร้อมประกาศว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบต้องอยู่ภายใต้การบริหารของอิหร่าน และในอนาคตอาจมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบอีกด้วย
ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติสงคราม โดยมีข้อความระบุให้อิหร่าน “ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุด” เพื่อดูแลความปลอดภัยของการเดินเรือ และหารือกับโอมานเกี่ยวกับการบริหารช่องแคบในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวกลับคลุมเครือ เปิดช่องให้ทั้งสองฝ่ายตีความแตกต่างกัน
อิหร่านมองว่า MOU ยอมรับบทบาทของตนในการกำหนดกฎการเดินเรือ ขณะที่สหรัฐเห็นว่า ข้อตกลงไม่ได้มอบสิทธิให้อิหร่านควบคุมช่องแคบหรือจำกัดเสรีภาพในการเดินเรือ ความคลุมเครือเพียงไม่กี่บรรทัดในข้อตกลง จึงกลายเป็นชนวนให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าในทิศทางตรงกันข้าม
ในช่วงแรกหลังลงนาม MOU การเดินเรือเริ่มฟื้นตัว จำนวนเรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายบริษัทหันไปใช้ “เส้นทางฝั่งโอมาน” มากกว่าเส้นทางฝั่งอิหร่าน
แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อเรือพาณิชย์หลายลำที่กำลังใช้เส้นทางโอมานถูกโจมตี อิหร่านย้ำว่า เส้นทางดังกล่าวไม่ได้รับการรับรอง และเตือนให้เรือทุกลำใช้เฉพาะเส้นทางที่รัฐบาลอิหร่านกำหนดเท่านั้น
สำหรับสหรัฐ เหตุโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและเป็นภัยต่อเสรีภาพในการเดินเรือ จึงตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารต่อเป้าหมายของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อนด้วยการกลับมาคว่ำบาตรและใช้กำลังทางทหาร ส่งผลให้การปะทะระลอกใหม่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จากเรือหลายสิบลำต่อวัน เหลือเพียงไม่กี่ลำ หลายบริษัทเลือกหยุดเดินเรือหรือปิดระบบติดตามตำแหน่ง (AIS) เพื่อลดความเสี่ยงในการตกเป็นเป้าหมาย ขณะที่เบี้ยประกันภัยและต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้นตามความตึงเครียดในภูมิภาค
ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า จุดปะทะระหว่างสหรัฐ กับอิหร่านไม่ได้อยู่ที่เรือสามลำหรือการโจมตีเพียงไม่กี่ครั้ง หากแต่อยู่ที่คำถามพื้นฐานว่า “ใครมีสิทธิเป็นผู้กำหนดกติกาการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ”
ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่อาจหาข้อยุติร่วมกันได้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ก็จะไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางลำเลียงพลังงานของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิแห่งการช่วงชิงอำนาจและอิทธิพล ซึ่งพร้อมกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งระลอกใหม่ปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
อ้างอิง: alarabiya, bbc


