ยอดขายรอบครึ่งปีของแบรนด์ซูเปอร์คาร์หรู 'ปอร์เช่' ดิ่งเหวในรอบ 6 ปี ตลาดสหรัฐทรุดหนัก ขณะที่ตลาด 'จีน' ยิ่งแย่กว่า ยอดขายร่วงแรง 32%
ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ "เยอรมนี" ยิ่งเผชิญความท้าทายมากขึ้นเมื่อแบรนด์หรูอย่าง "ปอร์เช่" (Porsche AG) ในเครือของโฟล์คสวาเกน รายงานยอดขายรอบครึ่งปีที่ "สาหัส" ไม่แพ้สถานการณ์บริษัทแม่ที่กำลังมีข่าวเตรียมเลย์ออฟใหญ่ถึง 1 แสนตำแหน่งในช่วงนี้
Porsche AG เปิดเผยยอดส่งมอบรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 "ลดลง 16%" จากแรงกดดันอุปสงค์ที่อ่อนแอใน "ตลาดอเมริกาเหนือ" ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท รวมถึงยอดขายใน "จีน" ที่หดตัวลงมากถึงเกือบหนึ่งในสาม
ยอดขายในช่วงเดือนม.ค.- มิ.ย. อยู่ที่ 122,306 คัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่สุดในรอบ 6 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2020 โดยยอดส่งมอบลดลงในทุกภูมิภาค นำโดยอเมริกาเหนือที่ลดลง 13% และจีนที่ลดลงถึง 32%
ปอร์เช่ระบุว่า ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ยอดขายโดยรวมลดลงได้แก่ การยุติการผลิต Porsche 718 รุ่นเครื่องยนต์สันดาป ความต้องการรถรุ่น Macan ไฟฟ้าล้วนที่สูงผิดปกติในปีก่อน และการสิ้นสุดมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสหรัฐสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด
ในขณะเดียวกัน การชะลอตัวรุนแรงที่สุดยังเกิดขึ้นในตลาด "จีน" ซึ่งวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ และ "การแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่นที่รุนแรงขึ้น" กำลังบั่นทอนความต้องการรถยนต์หรูระดับไฮเอนด์ฝั่งยุโรป ตั้งแต่ Mercedes-Benz, BMW ไปจนถึงปอร์เช่
ปัจจุบันปอร์เช่กำลังปรับลดจำนวนดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่ายในจีน พร้อมเร่งพัฒนาซอฟต์แวร์ภายในรถยนต์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่ายอดขายในจีนปีนี้ "จะลดลงเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน"
ราคาหุ้นของปอร์เช่ปรับตัวลงสูงสุด 2.1% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ตหลังมีรายงานตัวเลขล่าสุด อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นแทบไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากนักลงทุนได้สะท้อนผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาหลายปีแล้วในราคาหุ้นก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ราคาหุ้นของปอร์เช่ยังมีความผันผวนน้อยกว่าบริษัทรถยนต์บางราย เนื่องจาก Volkswagen AG ยังคงถือหุ้นมากกว่าสามในสี่ของบริษัท แม้ปอร์เช่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2022 ส่งผลให้มีหุ้นหมุนเวียนในตลาด (Free Float) อยู่ในสัดส่วนไม่มาก
ไมเคิล ไลเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนม.ค. ปีนี้ หลังเคยดูแลฝ่ายการผลิตของค่ายม้าลำพอง "Ferrari" มานานหลายปี กำลังพยายามฟื้นฟูความสามารถในการทำกำไรของปอร์เช่ หลังเผชิญปีที่ยากลำบากท่ามกลางข้อจำกัดของกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า และทำให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงหนักจนหลุดจากดัชนี DAX ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นชั้นนำของเยอรมนี
ปอร์เช่ยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากปอร์เช่ไม่มีโรงงานผลิตในสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท
ปัญหาของปอร์เช่เป็นส่วนหนึ่งของ "ภาวะชะลอตัว" ที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ผลิตรถยนต์หรูของเยอรมนี โดย Mercedes-Benz ก็เพิ่งเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ยอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาส 2 ลดลง 8% ในจำนวนนี้รวมถึงยอดขายในตลาดจีนที่ร่วงถึง 30% ขณะที่ BMW เตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า อัตรากำไรของบริษัทอาจลดลงเหลือเพียง 1% จากอุปสงค์ในจีนที่อ่อนแอ
การชะลอตัวในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีน สร้างผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมรถยนต์หรูของเยอรมนี เนื่องจากตลาดจีนเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งด้านยอดขาย และผลกำไรมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่น เช่น BYD ครองความได้เปรียบในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และกำลังรุกเข้าสู่ตลาดรถยนต์หรูมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่ผ่านมา ปอร์เช่ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างผลกำไรสูงที่สุดให้กับกลุ่ม Volkswagen โดยช่วยชดเชยผลตอบแทนที่ต่ำกว่าของแบรนด์รถยนต์ตลาดแมส แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทแม่ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ซีอีโอของปอร์เช่เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า ปอร์เช่กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจามาตรการ "ลดต้นทุนเพิ่มเติม" เพื่อเตรียมรับมือกับช่วงเวลาที่กำลังการผลิตจะลดลง จากเดิมที่เคยประกาศแผนลดต้นทุนไปก่อนหน้านี้ โดยตั้งเป้าลดตำแหน่งงานประมาณ 3,900 ตำแหน่งภายในปี 2029
ที่มา: Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


