วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2569

Login
Login

รัสเซีย ‘หยุดส่งออกดีเซล’ หลังโดรนยูเครนถล่มโรงกลั่น

ยูเครนกำลังใช้โดรนโจมตี ‘จุดอ่อน’ ของรัสเซียอย่างได้ผล เมื่อการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันต่อเนื่อง บีบให้มอสโกต้องสั่ง ‘ห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล’ เพื่อสำรองเชื้อเพลิงไว้ใช้ในประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า รัสเซีย ประกาศ “ห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล” เพื่อเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศ หลังโดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทบต่อกำลังการผลิต ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันหลายพื้นที่เริ่มเผชิญภาวะเชื้อเพลิงตึงตัว ราคาปรับตัวสูงขึ้น และประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันเป็นเวลาหลายชั่วโมง

มาตรการดังกล่าวสะท้อนว่า แม้รัสเซียจะยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่สงครามที่ยืดเยื้อได้เริ่มสร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศมากขึ้น จนรัฐบาลต้องเลือกให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพในประเทศเหนือการส่งออก

อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวในการประชุมรัฐบาลที่มีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นประธานว่า สถานการณ์เชื้อเพลิงยังคง “ซับซ้อน” และยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตามสถานีบริการน้ำมันกำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชน

เขาระบุว่า การห้ามส่งออกดีเซลจะช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงในประเทศ พร้อมเปิดเผยว่า รัสเซียจะเริ่ม “นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง” ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งถือเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับประเทศผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า รัสเซียได้เริ่มนำเข้าน้ำมันเบนซินทางเรือจากอินเดียแล้ว

รัฐบาลรัสเซียระบุว่า คำสั่งห้ามส่งออกดีเซลจะมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม และครอบคลุมผู้ผลิตน้ำมันด้วย 

ด้านประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ยูเครนพยายามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจรัสเซีย และสร้างความวิตกกังวลให้กับสังคม แต่ยืนยันว่า เป้าหมายดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะระบบพลังงานของรัสเซียยังคงมีความแข็งแกร่งสูง

ในทางกลับกัน ยูเครนระบุว่า การโจมตีโรงกลั่นและคลังเชื้อเพลิงของรัสเซียมีเป้าหมายเพื่อลดศักยภาพในการทำสงครามของมอสโก และกดดันให้รัสเซียกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ

อภิเษก กุมาร นักวิเคราะห์จาก Sparta Commodities กล่าวว่า การประกาศห้ามส่งออกของรัสเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดเปราะบางที่สุด เพราะก่อนหน้านี้สงครามในอิหร่านได้ทำให้หลายประเทศต้องเร่งระบายสต็อกเพื่อชดเชยอุปทานจากตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก ส่งผลให้ปริมาณสำรองดีเซลในหลายภูมิภาคลดลงอย่างมาก

เขามองว่า หลังจากนี้รัสเซียจะต้องแข่งขันกับยุโรปในการจัดหาดีเซลจากประเทศผู้ผลิตรายอื่น เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ

ข้อมูลการขนส่งทางเรือสะท้อนว่า การส่งออกดีเซลของรัสเซียอ่อนแรงลงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยในเดือนมิถุนายน ปริมาณส่งออกดีเซลและก๊าซออยล์ทางเรือลดลงเหลือประมาณ 1.8 ล้านตัน ซึ่งเป็นการลดลง 39% จากเดือนก่อนหน้า และหดตัวถึง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1-8 กรกฎาคม รัสเซียส่งออกดีเซลเพียง 214,000 บาร์เรลต่อวัน เทียบกับเฉลี่ย 793,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2568 และ 842,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2564 ก่อนสงครามยูเครน

แหล่งข่าวในตลาดพลังงานยุโรปรายหนึ่งกล่าวว่า ในทางปฏิบัติ รัสเซียแทบจะอยู่ในภาวะ “ห้ามส่งออก” อยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้รัฐบาลประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

แม้การส่งออกจะลดลงอย่างมาก แต่ข้อมูลการขนส่งระบุว่า ตุรกีและบราซิลยังคงเป็นผู้ซื้อดีเซลรัสเซียรายใหญ่ที่สุดในเดือนมิถุนายน โดยรับซื้อรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณส่งออกทั้งหมด ขณะที่โมร็อกโก อียิปต์ และเซเนกัล ก็เริ่มมีบทบาทในฐานะผู้นำเข้ารายใหม่มากขึ้น

มาตรการล่าสุดสะท้อนว่า การโจมตีโรงกลั่นรัสเซียโดยยูเครน ไม่เพียงบีบให้รัสเซียต้องหันมาให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศ แต่ยังทำให้ปริมาณดีเซลในตลาดโลกยิ่งตึงตัว เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งของหลายประเทศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อีกด้วย

อ้างอิง: reuters