เมื่อฮอร์มุซเสี่ยงเกินไป ซาอุดีอาระเบียเร่งเดินหน้า ‘ขยายท่อส่งน้ำมันสู่ทะเลแดง’ หวังสร้างเส้นทางส่งออกที่ปลอดภัยกว่าในอนาคต
ซาอุดีอาระเบีย กำลังพิจารณาแผนขยายขีดความสามารถของ “ท่อส่งน้ำมันดิบ” ฝั่งตะวันออก-ตะวันตก (The East-West pipeline) ที่เชื่อมแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียกับท่าเรือยานบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออกน้ำมัน โดย “ไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งได้กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของภูมิภาค
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ซาอุดีอาระเบีย “อยู่ระหว่างการเจรจาเบื้องต้น” กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขยายกำลังการขนส่งของท่อส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่รองรับได้ราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีเป้าหมายให้ทั้งซาอุดีอาระเบียและประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นในอ่าวอาหรับสามารถส่งออกน้ำมันได้ แม้เกิดวิกฤติในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สำหรับ ท่อส่งน้ำมัน East-West นี้ ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 แต่ความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือน
ปัจจุบันท่อส่งดังกล่าวสามารถลำเลียงน้ำมันดิบได้สูงสุด 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวันส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันบนชายฝั่งตะวันตกของประเทศ ส่วนอีกราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวันใช้สำหรับการส่งออกผ่านท่าเรือยานบูบนทะเลแดง
แหล่งข่าวระบุว่า ยังไม่มีข้อสรุปว่าการเพิ่มกำลังการขนส่งจะใช้วิธีปรับปรุงระบบท่อเดิม หรือก่อสร้างท่อส่งใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวคิดที่กำลังพิจารณาคือ การสร้างท่อขนาดเล็กเพิ่มเติมสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปควบคู่ไปด้วย
นอกจากการเพิ่มศักยภาพของซาอุดีอาระเบียแล้ว โครงการดังกล่าวยังอาจเปิดทางให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยเฉพาะ “คูเวต” ซึ่งปัจจุบันไม่มีเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้
ชีค นาวาฟ อัล-ซาบาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kuwait Petroleum Corporation เปิดเผยเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า คูเวตกำลังหารือกับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อระบบท่อส่งน้ำมันสำหรับรองรับการส่งออกน้ำมันของคูเวตในอนาคต
ขณะที่กาตาร์และบาห์เรนก็เผชิญข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากยังไม่มีเส้นทางส่งออกที่ไม่ต้องผ่านฮอร์มุซ ส่วนอิรักแม้จะมีท่อส่งผ่านตุรกี แต่ยังประสบปัญหาข้อพิพาทและการหยุดดำเนินงานเป็นระยะ ทำให้ใช้งานได้ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก
แหล่งข่าวระบุว่า การขยายท่อส่งครั้งนี้อาจรองรับกำลังการขนส่งเพิ่มเติมประมาณ 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงอาจรองรับการขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปด้วย อย่างไรก็ตาม โครงการจะต้องใช้เวลาหลายปี ใช้งบลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ และอาจต้องปรับเปลี่ยนกลไกการกำหนดราคาน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบียให้สอดคล้องกับเส้นทางขนส่งใหม่
บทเรียนจากสงครามอิหร่าน ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซมากเกินไป ในช่วงที่อิหร่านปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ ผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคต้องลดกำลังการผลิตรวมกันมากถึงประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในอีกด้านหนึ่ง “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ซึ่งเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีโครงสร้างพื้นฐานหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซในระดับที่มีนัยสำคัญ ก็กำลังเร่งก่อสร้าง “ท่อส่งน้ำมันฝั่งตะวันตก-ตะวันออกสายใหม่” โดยโครงการดำเนินไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง และเมื่อแล้วเสร็จในปีหน้า จะช่วยเพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือฟูไจราห์เป็นสองเท่า จากปัจจุบันท่อส่งเดิมรองรับได้ราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อ้างอิง: reuters


