วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

วิกฤติฮอร์มุซ ‘สร้างเศรษฐี’ บริษัทเรือเกาหลีโกยกำไรจากงานลับขนน้ำมัน

ในวันที่เรือทั่วโลกหนีภัยสงคราม มี ‘บริษัทหนึ่งจากเกาหลีใต้’ กลับเร่งซื้อเรือ และแล่นเข้าสู่ฮอร์มุซ ยิ่งคนอื่นกลัว ยิ่งกล้าลงเดิมพัน และการเดิมพันครั้งนั้น กำลังเปลี่ยนวิกฤติครั้งใหญ่ของตลาดน้ำมัน ให้กลายเป็น ‘กำไรมหาศาล’ ให้บริษัทแทน

สงครามอิหร่านไม่ได้สร้างเฉพาะผู้ชนะในสนามรบ แต่ยังสร้าง “เศรษฐีน้ำมันรายใหม่” ในธุรกิจเดินเรือด้วย หนึ่งในนั้นคือ “Sinokor Group” บริษัทเดินเรือจากเกาหลีใต้ ที่สามารถพลิกวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซให้กลายเป็น “โอกาสทำกำไรมหาศาล”

ในช่วงที่การสู้รบรุนแรงจนการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้แทบหยุดชะงัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เลือกใช้วิธีลำเลียงน้ำมันแบบ “ลับ” เพื่อรักษาการส่งออก โดยเรือบรรทุกน้ำมันจะปิดระบบระบุตำแหน่ง (AIS) ปิดไฟให้มืดมิด และแล่นในเวลากลางคืนอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนถ่ายน้ำมันลงเรือลำอื่นที่รออยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ แล้ววนกลับเข้าไปรับน้ำมันเที่ยวใหม่ วิธีการนี้เคยพบในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา แต่ครั้งนี้กลับถูกนำมาใช้โดยหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก

หัวใจสำคัญของปฏิบัติการคือ “การมีเรือขนาดใหญ่จำนวนมากพร้อมรับความเสี่ยง” และ Sinokor คือ บริษัทที่ตอบโจทย์ที่สุด หลังจากต้นปีบริษัทเร่งเข้าซื้อ และเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อย่างหนัก จนสามารถควบคุมเรือบรรทุกขนาดใหญ่มากอย่าง VLCC ได้ราว 150 ลำ หรือเกือบ 40% ของกองเรือที่พร้อมให้บริการในตลาดโลก

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน Sinokor เริ่มปล่อยเช่าเรือให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของ UAE (Adnoc) เพื่อทำภารกิจขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การเดินเรือระบุว่า ในเดือนมิถุนายน เกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกน้ำมันของ UAE ใช้เรือที่ Sinokor เป็นผู้ควบคุม ปริมาณขนส่งเฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 680,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน เป็น 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน

ยิ่งอัตราค่าระวางเรือพุ่งสูงจากสงคราม ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจนี้สร้างผลตอบแทนมหาศาล นายหน้าซื้อขายเรือประเมินว่า เพียงเรือ 3 ลำที่วิ่งรับส่งน้ำมันตั้งแต่กลางเดือนเมษายน อาจสร้างรายได้ให้ Sinokor สูงถึง 60-120 ล้านดอลลาร์หรือ “ราว 2,000-4,000 ล้านบาท” ขณะที่ค่าระวางเรือในช่วงสงคราม สูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งถึง 3-4 เท่า

“สิ่งที่ Sinokor ทำในช่วงสงครามอิหร่าน ถือเป็นการเปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรม” แมตต์ ไรต์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านค่าระวางเรือของ Kpler กล่าว “บริษัทสามารถสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ตนเองมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือของเจ้าของเรือทั่วทั้งตลาดปรับสูงขึ้น อีกทั้งยังกล้าเข้าไปให้บริการในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรายอื่นยังลังเลหรือไม่กล้าเข้าไป ทำให้ขณะนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดแล้ว”

สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จคือ “กา-ฮยอน ชุง” มหาเศรษฐีวงการเดินเรือชาวเกาหลีใต้ ผู้เดินเกมเข้าซื้อกองเรือครั้งใหญ่ร่วมกับ MSC Group ยักษ์ใหญ่ธุรกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากอิตาลี ก่อนสงครามจะปะทุเพียงไม่นาน ทำให้เมื่อความต้องการเรือพุ่งขึ้น บริษัทของเขากลายเป็นหนึ่งในผู้ถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งทันที

หลังสหรัฐ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว การเดินเรือผ่านฮอร์มุซเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่ Sinokor ยังคงส่งเรือเข้าอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง และเสนอให้บริการรับขนส่งน้ำมันจากอิรัก คูเวต และประเทศผู้ผลิตรายอื่นในภูมิภาค

แม้อัตราค่าระวางเรือจะเริ่มปรับลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และ Sinokor ยังคงครองบทบาทสำคัญ โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน บริษัทส่งเรือซูเปอร์แทงเกอร์เข้าสู่อ่าวเปอร์เซียอย่างน้อย 18 ลำ ซึ่งมีศักยภาพขนส่งน้ำมันได้รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล

“สงครามอิหร่าน” จึงไม่ได้เปลี่ยนแค่สมดุลด้านพลังงานโลก หากยังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจเดินเรือด้วย เมื่อบริษัทที่กล้ารับความเสี่ยง และเตรียมกองเรือไว้ล่วงหน้า กลายเป็นผู้ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนมหาศาลจากวิกฤติที่เกิดขึ้น
 

 

 

อ้างอิง: bloomberg

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์