ควันหลง ‘สงครามอิหร่าน’ บลูมเบิร์กคาด ‘ดอกเบี้ยโลกพุ่ง’ อาจลากยาวถึงปี 2028 จากวิกฤติเงินเฟ้อ-ราคาพลังงานยังกดดันราคาสินค้า
บลูมเบิร์ก รายงานว่า แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้ง และสงครามระหว่างสหรัฐภายใต้การนำของ ”โดนัลด์ ทรัมป์” กับประเทศอิหร่านจะเริ่มคลี่คลายลงจนนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม ทว่าผลกระทบที่มีต่อนโยบายการเงิน และการปรับ “ดอกเบี้ย” นโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
‘ดอกเบี้ยสูง’ ลากยาว ถึงปี 2028
จากรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดของ Bloomberg Economics พบว่าอัตราดอกเบี้ยทั้งในภาพรวมของโลก และในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนเกิดสงครามถึง 0.5% หรือมากกว่านั้น และดอกเบี้ยระดับสูงนี้จะคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงปี 2028
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป มาจากความเสี่ยงด้าน “เงินเฟ้อ” ที่ยังคงมีความผันผวนสูง
ประกอบกับแรงกดดันด้านราคาที่หลงเหลือมาจากวิกฤติพลังงานในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้ในอนาคตอันใกล้ ความเสี่ยงเหล่านี้อาจจะทยอยลดลงเนื่องจากแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรม AI ก็ตาม
ในระยะสั้นนี้ แม้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มบรรเทาลงแล้ว แต่ผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค และต้นทุนของภาคธุรกิจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้กู้ยืม และผู้ที่ต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จะต้องเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าระดับที่ควรจะเป็นหากไม่มีสงครามเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
จับตาทิศทาง ‘ดอกเบี้ยโลก’ ณ สิ้นปี 2026
ล่าสุด Bloomberg Economics ได้เปลี่ยนแปลงการคาดการณ์ตัวเลขดอกเบี้ยนโยบายของเฟด จากเมื่อต้นปีที่คาดว่าเฟดจะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ถึง 1% ภายในช่วงกลางปี 2027 แต่จากสถานการณ์ตอนนี้คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยได้เพียง 0.25% เท่านั้น
ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ถูกคาดการณ์ว่าจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับที่สูงกว่าแผนเดิมถึง 0.5% ก่อนที่จะเริ่มทยอยผ่อนคลายนโยบายลงในระยะต่อไป
- เฟดของสหรัฐ คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ระดับ 3.75% ณ สิ้นปี 2026
- ECB ของยุโรป คาดการณ์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.50% ณ สิ้นปี 2026
- BOJ ของญี่ปุ่น คาดการณ์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 1.25% ณ สิ้นปี 2026
- BOE ของอังกฤษ คาดการณ์ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.75% ณ สิ้นปี 2026
- PBOC ของจีน คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยเหลือ 1.3% เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศที่ยังซบเซา สวนทางกับภาคการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง
เจมี่ รัช ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ระดับโลกของ Bloomberg Economics ระบุว่า จากประสบการณ์ของธนาคารกลางต่างๆ เคยเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงในช่วงหลังการระบาดโควิด-19 ทำให้ในปัจจุบัน ธนาคารกลางส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้มาตรการที่เด็ดขาด และแข็งกร้าวทันทีเมื่อราคาสินค้าเริ่มขยับตัวสูงขึ้น แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราวก็ตาม
อ้างอิง Bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


