ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาดหลังแห่ปลูกรับดีมานด์จีน ผลผลิตทะลักพร้อมกัน ฉุดราคาร่วงกว่า 50% ร้านค้าในสิงคโปร์ถึงขั้นแจกฟรีระบายสต๊อก
KEY POINTS
- ปรากฏการณ์ "สึนามิทุเรียน" เกิดจากผลผลิตในมาเลเซียล้นตลาด หลังเกษตรกรแห่ปลูกทุเรียนเพื่อส่งออกไปจีนเมื่อทศวรรษก่อน และต้นทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตพร้อมกัน
- ผลผลิตที่มากเกินความต้องการส่งผลให้ราคาทุเรียนพันธุ์พรีเมียมอย่าง "มูซังคิง" ร่วงลงอย่างหนักกว่า 50% สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร
- ผู้ค้าในมาเลเซีย และสิงคโปร์ ต้องจัดโปรโมชันลดราคาหนัก หรือแม้กระทั่งแจกฟรีเพื่อระบายสินค้าที่ล้นสต๊อก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มีผู้คนต่อแถวยาวเหยียดกันตลอดสองช่วงตึกหน้าแผงขายผลไม้ นินจาทุเรียน ในย่านแทมปิเนส ซึ่งเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ทางตะวันออกของสิงคโปร์ เพื่อรอรับ "ทุเรียนฟรี" ที่ร้านนี้แจกให้ทุกวันมาตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย. โดยให้มากสุดคนละไม่เกิน 2 ลูก รวมแล้วแจกวันละประมาณ 600 กิโลกรัม
ความใจดีนี้กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะ "สึนามิทุเรียน" (Durian Tsunami) หรือทุเรียนล้นตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งปกติแล้วผลิตทุเรียนได้ประมาณ 550,000 ตันต่อปี
แต่ผลผลิตที่ออกมา "มากเป็นพิเศษ" ในปี 2026 กำลังส่งผลให้ราคาของราชาผลไม้ซึ่งเป็นของโปรดของผู้คนในหลายประเทศเอเชีย ร่วงลงอย่างหนัก
เฉิงในวัย 69 ปี ซึ่งกำลังต่อแถวอยู่ในสิงคโปร์กล่าวกับบีบีซี ว่า ช่วงนี้เขากินทุเรียนแทบทุกวัน สำหรับเขา และครอบครัวแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสหายากมากที่จะได้กินทุเรียนคุณภาพดี ในราคาที่ถูกกว่าฤดูกาลก่อนเกือบครึ่งหนึ่ง
ผู้บริโภคทั้งในมาเลเซีย และสิงคโปร์ต่างแห่กันไปซื้อทุเรียนตามแผงขายผลไม้ ซึ่งหลายแห่งจัดโปรโมชันลดราคาหนัก หรือหากโชคดีก็อาจได้รับ "แจกฟรี"
แต่ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังอิ่มอร่อยกับทุเรียนราคาถูก เกษตรกรชาวสวนมาเลเซียกลับต้องเผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบาก
ผลพวงแห่โค่นสวนยางปลูกทุเรียนส่งจีน
พวกเขาระบุว่าภาวะผลผลิตล้นตลาด หรือที่หลายคนเรียกว่า "สึนามิทุเรียน" เป็นผลมาจากกระแสการแห่ปลูกทุเรียนที่เฟื่องฟูตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเกษตรกรจำนวนมากหันมาโค่นสวนปาล์ม และยางพาราหันไปปลูกทุเรียนแทน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก "จีน" ตลาดนำเข้าทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
"ตอนนั้นหลายคนโค่นสวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมันเพื่อปลูกทุเรียน ตอนนี้ต้นที่ปลูกในช่วงนั้นเริ่มให้ผลผลิตพร้อมๆ กันแล้ว" ลู่ เยว่ ถิง เจ้าของสวนทุเรียนหลายแห่งใกล้เมืองราอูบ รัฐปะหัง ของมาเลเซีย กล่าว
ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา การส่งออกทุเรียนของมาเลเซียโดยเฉพาะการส่งออกไปยังจีน เติบโตอย่างรวดเร็ว นำโดยทุเรียนสายพันธุ์ยอดนิยมอย่าง "มูซังคิง" ซึ่งมีเนื้อเนียน รสออกมันปนขมเล็กน้อย นิยมปลูกเป็นหลักกันในเมืองราอูบ และได้รับฉายาจากผู้บริโภคชาวจีนว่าเป็น "แอร์เมสแห่งวงการทุเรียน" (Hermès of durians)
ลี วาห์ ชอง เจ้าของรีสอร์ตหรู และสวนทุเรียนในรัฐมะละกา กล่าวว่า เมื่อมูซังคิงได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากก็หันมาปลูกมูซังคิง และปัจจุบันต้นทุเรียนในสวนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิตในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้มีปริมาณทุเรียนออกสู่ตลาด "มากเกินความต้องการ" กดดันราคาทั้งตลาดทุเรียนของมาเลเซีย และยังกระทบต่อการส่งออก
เมื่อเดือนธ.ค.2025 ที่ผ่านมา ลู่ เยว่ ถิง ขายปลีกทุเรียนมูซังคิงได้ในราคาเฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 13.50 ริงกิต (ประมาณ 110 บาท) แต่เดือนนี้เขาบอกว่าขายได้แค่ครึ่งเดียวของราคาดังกล่าว
ด้านเกษตรกรอีกรายที่เปิดเผยแค่ชื่อว่าฮาน กล่าวว่า เขาต้องลดราคาขายปลีกทุเรียนมูซังคิงลงมาถึงเกือบหนึ่งในสาม เหลือกิโลกรัมละ 50 ริงกิตเท่านั้น
"แรงกดดันของตลาดสูงเกินไป" เขากล่าวพร้อมเสริมว่าตอนนี้ต้องพยายามชดเชยรายได้ที่หายไปด้วยการขายผลไม้อื่นๆ แทน เช่น กล้วย
นอกจากนี้ บรรดาเกษตรกรชาวสวนทุเรียนยังต้องแข่งขันกับผลผลิตคุณภาพต่ำที่ทะลักเข้าสู่ตลาดด้วย โดยลี กล่าวว่า แม้ต้นทุเรียนอายุน้อยจะเริ่มให้ผลแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่อง "คุณภาพที่ยังไม่สม่ำเสมอ"
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ฮาน ซิง เค็ง เกษตรกร และผู้ค้าทุเรียนในรัฐยะโฮร์ ซึ่งระบุว่าทุเรียนจำนวนมากที่ถูกนำมาขายในราคาถูกๆ นั้น "ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก" ทำให้ไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากต้องระบายสินค้า
"ชื่อยังเป็นมูซังคิงเหมือนเดิม แต่คุณภาพยังไม่ถึงมาตรฐาน" ฮาน กล่าว
นอกจากสายพันธุ์มูซังคิงแล้ว ทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมอื่นๆ อย่างเช่น "ทุเรียนหนามดำ" (Black Thorn) หรือ "โอวฉี่" ก็ถูกนำมาลดราคาหนักเช่นกัน ส่วนที่ราคาถูกที่สุดคือ พวกทุเรียนพื้นบ้าน (kampung durians) ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาดต่ำจนหลายพันธุ์ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ
สำหรับเกษตรกรอย่างลู่ และฮาน ซึ่งสร้างธุรกิจจากการปลูกทุเรียนสายพันธุ์เฉพาะ ปีนี้นับเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากอย่างมาก ก่อนจะเจอปัญหาทุเรียนล้นตลาด พวกเขาก็เผชิญกับปัญหาผลผลิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยอยู่แล้ว
"แต่ละช่วงการเจริญเติบโตของทุเรียนต้องการสภาพอากาศที่แตกต่างกัน" ฮานอธิบาย ฝนที่ตกผิดฤดูกาลหรือตกหนักผิดปกติ รวมถึงพายุลมแรงอาจส่งผลต่อการผสมเกสร หลังจากนั้นต้นทุเรียนต้องการอากาศร้อนต่อเนื่องราวหนึ่งเดือนเพื่อกระตุ้นการออกดอก ก่อนจะต้องการอุณหภูมิที่เย็นลงในช่วงการเก็บเกี่ยว
เช่นเดียวกับหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ความแปรปรวนของสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน
เอ็ดวิน เชียง คิน โฮ เลขาธิการสมาคมพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนนานาชาติมาเลเซีย (MIDIDA) กล่าวว่า ภูมิประเทศที่หลากหลายของมาเลเซียทำให้พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนแต่ละแหล่งเผชิญสภาพอากาศแตกต่างกัน แม้บางสวนจะได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกไม่เป็นฤดูกาลในช่วงออกดอก แต่บางพื้นที่ก็ยังมีผลผลิตใกล้เคียงระดับปกติ
รัฐเร่งพยุงราคา ฝ่าวิกฤติสึนามิทุเรียน
อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรที่ผลผลิตเสียหายจากสภาพอากาศ การเผชิญกับภาวะทุเรียนล้นตลาดยิ่งถือเป็นการซ้ำเติมปัญหา จนสร้างความกังวลให้กับภาครัฐไปด้วย
สำนักงานการตลาดสินค้าเกษตรแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (FAMA) ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย เช่น การรับซื้อทุเรียนในราคาขั้นต่ำเพื่อพยุงรายได้ ในขณะที่ไฟซาล อิสวาร์ดี อิสมาอิล รองผู้อำนวยการของหน่วยงานดังกล่าวเปิดเผยกับเอเอฟพีว่า คาดว่าราคาทุเรียนจะเริ่มฟื้นตัวภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ด้านเอ็ดวิน เชียง จากสมาคม MIDIDA กล่าวว่า เป้าหมายของอุตสาหกรรมคือ "การสร้างอุตสาหกรรมทุเรียนมาเลเซียระดับพรีเมียมที่ยั่งยืน" ซึ่งแข่งขันด้วยคุณภาพ ความเป็นของแท้ และแหล่งกำเนิด ไม่ใช่การแข่งขันด้านราคาถูก
ทางสมาคม ได้จัดกิจกรรมในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงผู้ส่งออกมาเลเซียกับผู้นำเข้าจีน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมทุเรียนของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ร้านค้าจำนวนมากยังคงมี "ทุเรียนค้างสต๊อก" เกินกว่าจะขายหมด จึงต้องออกโปรโมชันรูปแบบต่างๆ เพื่อเร่งระบายสินค้าออกไป
ร้านทุเรียนแห่งหนึ่งในรัฐปะหัง กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ หลังจัดโปรโมชัน "ยัดได้เท่าไรเอาไปเลย" โดยให้ลูกค้าเอาทุเรียนใส่ถุงได้มากเท่าที่จะใส่ไหวในราคาเพียง 100 ริงกิต (ราว 800 บาท) ทำให้โซเชียลเต็มไปด้วยภาพลูกค้าหลายคนหอบกระสอบทุเรียนกลับบ้านจนแทบล้นถุง
ส่วนที่สิงคโปร์ ร้านนินจาทุเรียนยังคงแจกทุเรียนฟรีอย่างต่อเนื่อง โดย คี อิง ไช เจ้าของร้านกล่าวถึงมหกรรมแจกทุเรียนฟรีครั้งนี้ว่า เขาต้องการ "ตอบแทนสังคม" บ้าง
พนักงานร้านเปิดเผยว่า ทุเรียนที่นำมาแจกฟรีหมดภายในเวลาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือนำมาจำหน่ายในราคาต่ำสุดเพียงชิ้นละ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 26 บาท) สำหรับทุเรียนชิ้นเล็กขนาดพอดีฝ่ามือ
คียังกล่าวด้วยว่า เขาหวังว่า ราคาทุเรียน ที่ถูกลงจะช่วยดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ๆ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านเป็นชาวสิงคโปร์ที่มีอายุมากกว่า
"เราหวังว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่ได้ลองชิมทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





