รู้จักหุ้นผู้ผลิต ‘ปากกาลดความอ้วน’ Eli Lilly แก้เกมคดีโก่งราคายา ส่ง ‘เซปบาวด์’ ถล่มตลาดเบียดขู่แข่งอย่าง Novo Nordisk ดันราคาพุ่ง 300% จนมูลค่าบริษัทแตะ 'ล้านล้านดอลลาร์'
ในโลกแห่งการลงทุนในหุ้นกลุ่มสาธารณสุข “เฮลธ์แคร์” ไม่มีหุ้นตัวไหนจะร้อนแรงและถูกพูดถึงมากไปกว่า Eli Lilly & Co. หรือ LLY บริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันที่มีอายุเก่าแก่กว่า 150 ปี ภายใต้การนำของ “เดฟ ริกส์” (Dave Ricks) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วัย 59 ปี
อะไรคือเบื้องหลังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของหุ้นตัวนี้ จนสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤติศรัทธาและพลิกโฉมบริษัทจนกลายเป็น "บริษัทเฮลธ์แคร์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก" โดยสามารถเข้าร่วมทำเนียบสโมสรล้านล้านดอลลาร์ หรือ 1 Trillion Market Cap หรือประมาณ 35 ล้านล้านบาท ร่วมกับยักษ์ใหญ่กลุ่มบิ๊กเทค ได้สำเร็จ
จุดเริ่มต้นจากยุคมืด วิกฤติศรัทธาและคดีราคายา
ย้อนกลับไปในปี 2017 เมื่อ เดฟ ริกส์ เข้ารับตำแหน่งซีอีโอลำดับที่ 11 ในประวัติศาสตร์ของ Eli Lilly เขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล
ภาพลักษณ์ของบริษัทยาในอเมริกายุคนั้นตกต่ำลงยิ่งกว่าสายการบินและรัฐบาลกลาง เนื่องจากประเด็น ราคาอินซูลินสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่พุ่งสูงลิ่วจนมีรายงานว่าผู้ป่วยหลายรายต้องยอมเสี่ยงชีวิตจำกัดปริมาณการใช้ยาเพราะสู้ราคาไม่ไหว
ริกส์ เล่าว่า เขายังเคยได้รับจดหมายสะเทือนใจจากเด็กชายคนหนึ่งที่เล่าถึงความยากลำบากของแม่ในการหาเงินมาซื้อยาของ Lilly และจดหมายกว่า 90% ในกล่องข้อความของเขาล้วนด่าทอว่า บริษัทขูดรีดผู้ป่วย ซึ่งในมิติของการทำธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร นี่คือวิกฤตศรัทธาที่ริกส์ยอมรับว่า "เขาไม่สามารถนั่งอยู่เฉย ๆ และยอมรับมันได้"
‘ยาลดน้ำหนัก’ ดันหุ้นพุ่ง 300%
เกือบหนึ่งทศวรรษต่อมา หุ้น Eli Lilly ‘ปากกาลดความอ้วน’ พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยความสำเร็จของยากลุ่ม GLP-1 receptor agonists หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม "ยาลดน้ำหนักเปลี่ยนชีวิต" ซึ่งประกอบ 2 ส่วนผสมหลัก
เมาน์จาโร (Mounjaro) หรือ “ยารักษาเบาหวาน” ได้รับการอนุมัติเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 และทำสถิติโค่นยารักษามะเร็งชื่อดังอย่าง Keytruda ของ Merck ขึ้นเป็น ยาทีมียอดขายสูงสุดในโลก ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Lilly ทะยานขึ้นเกือบ 300% นับตั้งแต่นั้น
เซปบาวด์ (Zepbound) หรือ “ยาลดความอ้วน” กลายเป็นโปรดักส์ลดน้ำหนักที่ป็อปปูลาร์ที่สุดในโลกภายในเวลาเพียง 2 ปี โดยริกส์เผยตัวเลขอันน่าทึ่งว่า ปัจจุบันบริษัทกำลังส่งมอบยา Zepbound ถึง 7 เข็มในทุก ๆ 1 วินาที
ล่าสุดคือ Foundayo หรือยาลดน้ำหนักแบบเม็ดกิน เปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน และทำยอดสั่งจ่ายยาจากแพทย์ไปแล้วถึง 89,000 ครั้ง ทั้งที่เพิ่งเริ่มทำโฆษณา
ตลาดลดน้ำหนักนี้ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นความต้องการระดับโลกที่มีผู้ป่วยโรคอ้วนกว่า 100 ล้านคนในสหรัฐ และอีกกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก
ยิ่งไปกว่านั้น ยาเหล่านี้ยังแสดงแนวโน้มว่าจะสามารถใช้รักษาโรคหัวใจและอาการติดสิ่งเสพติดได้อีกด้วย ส่งผลให้นักลงทุนพากันกว้านซื้อ หุ้น LLY อย่างบ้าคลั่ง จนทำให้ริกส์กลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญของทำเนียบขาวที่ต้องการโน้มน้าวให้รัฐบาลขยายสิทธิ์สวัสดิการ Medicare ให้ครอบคลุมยากลุ่มนี้
4 กลยุทธ์เอาชนะคู่แข่ง Novo Nordisk
ในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ ริกส์ทำลายวัฒนธรรมทำงานเฉื่อยชาแบบเดิม ๆ โดยตั้งเป้าหมายคือ "เน้นความเร็วและห้ามผิดพลาด" จากเดิมที่ยาหนึ่งตัวต้องใช้เวลา 13-14 ปีในแล็บกว่าจะผ่าน FDA
แดน สคอฟรอนสกี (Dan Skovronsky) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ ได้นำทีม R&D ปรับตัวเหมือนสตาร์ทอัพในชื่อกลุ่ม GIP Bio ตัดขั้นตอนระบบราชการ จนผลักดันตัวยาหลักอย่าง tirzepatide ออกสู่ตลาดได้ในเวลาเพียง 5 ปี และสั่งสร้างโรงงานผลิตล่วงหน้าถึง 4 ปีก่อนยาผ่านการอนุมัติเพื่อชิงความได้เปรียบ
เมื่อตลาดเกิดภาวะขาดแคลนยาขั้นวิกฤติ Eli Lilly ได้ใช้กลยุทธ์ที่ทำเอาคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Novo Nordisk ผู้ผลิตยาดังอย่าง โอเซมปิค (Ozempic) และ วีโกวี่ (Wegovy) จนครองใจผู้บริโภคได้มากกว่าด้วย 4 สำคัญ
- ตั้งราคาถูกกว่า โดยวางราคา Zepbound ถูกกว่า Wegovy ถึง 20%
- LillyDirect บริษัทมีช่องทางขายตรงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ผู้ป่วยพบแพทย์และซื้อยาได้เองโดยไม่ผ่านระบบประกันแบบเดิม ซึ่งทำยอดขายให้คนไข้ใหม่ได้ถึง 55%
- แก้เกมปลอกปากกาขาดแคลน เมื่อปลอกปากกาฉีดพลาสติกผลิตไม่ทัน ริกส์หักดิบเปลี่ยนมาขายยาแบบขวดแก้วขนาดเล็กให้คนไข้ดูดยาฉีดเอง แม้จะดูยุ่งยากแต่ด้วยความต้องการยาที่สูง ผู้บริโภคก็ยินดีปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- สงครามราคาหั่นครึ่ง ในเดือนสิงหาคม 2024 Lilly ทุบราคา Zepbound แบบขวดแก้วลงครึ่งหนึ่งบน LillyDirect เหลือเพียง 399 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 14,000 บาท เพื่อกวาดเค้กตลาดกลุ่มจ่ายเงินสด ในขณะที่ Novo ต้องใช้เวลาอีกเกือบปีเพื่อทำตาม ซึ่งสายเกินไปแล้ว
โจทย์ใหญ่อนาคต ตลาดมืด ‘สิทธิบัตรหมดอายุ-บิ๊กเทคใช้ AI แย่งเค้ก’
แม้หุ้นจะพุ่งกระฉูดจนสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้น แต่ในมิติของความเสี่ยง Eli Lilly กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข
ข้อแรกคือ ความเสี่ยงจากการพึ่งพายาตัวเดียว เนื่อจากรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทในปีที่ผ่านมามาจาก Mounjaro และ Zepbound แม้จะมีเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรอีกประมาณ 10 ปี แต่ประวัติศาสตร์บริษัทยาอย่าง AstraZeneca ที่เคยทรุดหนักหลังหมดอายุสิทธิบัตรยาตัวท็อป ก็เป็นบทเรียนให้ริกส์ต้องพึงระวัง
ถัดมาคือ สงครามจากคู่แข่งและตลาดมืด เพราะปัจจุบันมีบริษัทไบโอเทคกว่า 120 แห่ง โดย 1 ใน 3 อยู่ในจีน กำลังพัฒนายาเลียนแบบ รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง AbbVie, Amgen และ Pfizer
ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดมืดออนไลน์เริ่มมีลักลอบขายเปปไทด์เถื่อนของ retatrutide ยารุ่นถัดไปของ Lilly ที่ลดน้ำหนักได้ 28% ในการทดลอง ภายใต้ชื่อ Reta หรือ Triple G ทั้ง ๆ ที่ยายังไม่ผ่านการอนุมัติ ซึ่งริกส์ระบุว่า เป็นเรื่องที่อันตรายมาก
รวมทั้ง ยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง Google, Anthropic และ OpenAI กำลังใช้ AI ออกแบบโมเลกุลยา ซึ่งอาจเข้ามาปฏิวัติวงการจนบริษัทยาแบบเดิมตามไม่ทัน
อนาคตบริษัท ใช้ AI วิจัยยา พร้อม ‘บุกตลาดการนอน’
เพื่อรักษาบัลลังก์ล้านล้านดอลลาร์ ริกส์ได้เปลี่ยนตัวเองเป็น "เทคเนิร์ด" เข้าคอร์สเรียนเขียนโค้ด และนำบริษัทจับมือกับ Nvidia Corp. เปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปี 2026 พร้อมสร้างแล็บมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในซานฟรานซิสโก
ริกส์มั่นใจว่า Lilly มี "ความได้เปรียบด้านดาต้า" ที่เหนือกว่าบริษัทบิ๊กเทค เพราะในขณะที่ AI ของคนอื่นฝึกจากขยายฐานข้อมูลสาธารณะของยาที่ผ่านการอนุมัติซึ่งมีเพียง 4,000 ตัวในโลก แต่ Eli Lilly มีฐานข้อมูล "ยาที่เคยวิจัยล้มเหลว" มากกว่า 3 ล้านตัว ซึ่งเป็นดาต้าชั้นยอดในการสอน AI ว่าสิ่งไหนทำแล้วไม่ได้ผล
นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้อัดงบ R&D สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ และทุ่มงบซื้อกิจการรวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในปีนี้
ดีลที่ใหญ่ที่สุดคือการควักเงิน 7,800 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Centessa Pharmaceuticals เพื่อบุกเบิกตลาดยารักษาโรคหลับลึกซึ่งเป็น "ตลาดยาด้านการนอนหลับ" ที่บริษัทคาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาลไม่แพ้ตลาดยาลดความอ้วน
ไม่เพียงเท่านั้น Lilly ยังคงพัฒนาโครงการยีนบำบัด ที่โชว์ผลการฉีดครั้งเดียวลดคอเลสเตอรอล จนมหาเศรษฐีอย่าง “อีลอน มัสก์” ออกปากชมผ่านโซเชียล รวมถึงศึกษาการขยายไปยังธุรกิจความงาม ยาปลูกผม/ผิวหนัง และยากลุ่มประสาทหลอน เพื่อการรักษาโรคทางจิตเวช
สำหรับ เดฟ ริกส์ การพา Eli Lilly ก้าวข้ามความสำเร็จของ Zepbound และ Mounjaro ไปสู่การเป็นอาณาจักรเทคโนโลยีการแพทย์ที่ยั่งยืน คือ "ภารกิจข้อสุดท้าย" ในสมุดจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำที่เขาเขียนไว้เมื่อ 10 ปีก่อนสมัยเรียนที่ Harvard Business School
อ้างอิง Bloomberg


