วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มาเลเซียเริ่มกฎใหม่ห้ามนำเข้าอีวีทั้งคัน สะเทือน BYD - ค่ายรถยนต์จีน

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎใหม่ห้ามนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งคัน บีบตลาด BYD และค่ายรถจีนรายอื่นที่เน้นนำรถยนต์ราคาถูกจากจีนเข้ามาขายทั้งคัน

มาเลเซีย เริ่มบังคับใช้มาตรการใหม่ในการควบคุมการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบนำเข้าทั้งคัน (Completely Built-Up: CBU) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน อย่าง "BYD" รวมถึงแบรนด์จีนอีกหลายราย ต้องเร่งปรับกลยุทธ์การทำตลาด หลังรถยนต์รุ่นยอดนิยมจำนวนมากไม่สามารถนำเข้าได้อีกภายใต้เกณฑ์ใหม่

กระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย (MITI) กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าแบบนำเข้าทั้งคันที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศต้องมีมูลค่า CIF (Cost, Insurance and Freight) ไม่ต่ำกว่า 2 แสนริงกิต (ราว 1.64 ล้านบาท) และต้องมีกำลังมอเตอร์ไม่น้อยกว่า 180 กิโลวัตต์ หรือราว 241 แรงม้า

เมื่อรวมภาษี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และกำไรของผู้จำหน่ายแล้ว ราคาจำหน่ายจริงของรถที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวจึงมีแนวโน้มสูงกว่า 2 แสนริงกิตอย่างมาก ส่งผลให้ "ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้นและระดับกลาง" แทบจะถูกตัดออกจากการนำเข้าโดยสิ้นเชิง

มาตรการดังกล่าวกระทบต่อผู้ผลิตรถยนต์จีนโดยตรง เนื่องจากหลายแบรนด์ใช้กลยุทธ์แข่งขันด้วยรถยนต์ที่มีราคาจับต้องได้ โดยข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกของมาเลเซีย (JPJ) ระบุว่า ในปี 2025 รถยนต์พลังงานใหม่จากผู้ผลิตจีน (แต่ไม่รวมแบรนด์ Proton ที่ Geely ถือหุ้น) ครองส่วนแบ่งตลาดราว 60% ของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งหมดของมาเลเซีย

สำหรับ "บีวายดี" ซึ่งเป็นแบรนด์ต่างชาติที่ทำตลาดได้ดีที่สุดในมาเลเซีย ปัจจุบันมีรถยนต์วางจำหน่าย 7 รุ่น โดยทุกรุ่นมีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 2 แสนริงกิต ขณะที่บางรุ่น เช่น Dolphin และ Atto 3 รุ่นเริ่มต้น ยังมีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด ทำให้ไม่สามารถนำเข้าล็อตใหม่ได้อีก

ส่วนทางด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตจีนรายอื่นๆ เช่น Zeekr 7X และ Chery Omoda E5 ก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน

แม้ผู้ผลิตหลายรายจะพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในมาเลเซีย แต่รัฐบาลก็ได้กำหนดเงื่อนไขใหม่สำหรับโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติหลังวันที่ 1 ก.ย. 2025 โดยกำหนดให้รถยนต์ต้องมีราคาไม่น้อยกว่า 100,000 ริงกิต (ราว 8.2 แสนบาท) และต้องส่งออกอย่างน้อย 80% ของกำลังการผลิต ขณะที่ยอดจำหน่ายในประเทศต้องไม่เกิน 20% พร้อมกำหนดให้กระบวนการเชื่อมตัวถัง พ่นสี และประกอบขั้นสุดท้ายต้องดำเนินการภายในประเทศ

รายงานระบุว่า เงื่อนไขดังกล่าวทำให้โครงการโรงงานประกอบรถยนต์แบบ CKD ของ BYD ที่เมืองตันจุงมาลิม รัฐเประ ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าการส่งออกรถถึง 80% เป็นเป้าหมายที่ทำได้ยาก เพราะบริษัทมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ใน "ไทย อินโดนีเซีย และจีน" อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตบางรายเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ด้วยการใช้โรงงานที่มีอยู่แล้วในมาเลเซียแทนการลงทุนโครงการใหม่ เช่น Leapmotor ที่เริ่มประกอบรถรุ่น C10 ผ่านโรงงานของบริษัท Stellantis ในรัฐเคดาห์ ขณะที่ Xpeng ก็เริ่มผลิตรถ G6 รุ่นพวงมาลัยขวา ร่วมกับผู้ผลิตท้องถิ่น EP Manufacturing Berhad (EPMB)

เนื่องจากโครงการเหล่านี้ใช้กำลังการผลิตของโรงงานเดิม จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดให้ส่งออก 80% ของกำลังการผลิต

นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบของมาตรการใหม่จะยังไม่เกิดขึ้นในทันที เพราะรถยนต์ที่นำเข้ามาก่อนวันที่ 1 ก.ค. ยังสามารถจำหน่ายภายใต้กฎเดิมได้จนกว่าสินค้าคงคลังจะหมด โดยคาดว่าสต็อกของหลายแบรนด์จะเพียงพอไปจนถึงช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. นี้

อย่างไรก็ตาม ในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ผู้บริโภคอาจเริ่มมีตัวเลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบนำเข้าราคาประหยัดน้อยลง หากผู้ผลิตแต่ละรายยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การประกอบรถภายในประเทศได้ทันเวลา

รัฐบาลมาเลเซีย ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยใช้แนวทางเดียวกับที่เคยผลักดันผู้ผลิตรถยนต์ท้องถิ่นอย่าง Proton และ Perodua จนเติบโตขึ้นมาได้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา


ที่มา: CarNewsChina, Fuelcellworks