วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Login
Login

JPMorgan หั่นเป้าราคาทองเหลือ 4,500 ดอลลาร์ ประเมินแรงซื้อไม่แกร่งอย่างที่คาด

'เจพีมอร์แกน' กลับลำหั่นเป้าทองคำจาก 6,000 ดอลลาร์เหลือ 4,500 ดอลลาร์ ประเมินแรงซื้อไม่แกร่งอย่างที่คาด และราคาอาจร่วงลงอีกหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่แบงก์ใหญ่ทยอยกันหั่นเป้าราคาทองปีนี้

ธนาคารเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำ โดยระบุว่า ความต้องการซื้อทองคำจากหลายภาคส่วนสำคัญจะไม่แข็งแกร่งอย่างที่เคยประเมินไว้ ส่งผลให้ ราคาทองคำ ในปีนี้มีแนวโน้มปรับขึ้นได้เพียงสู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 3 และ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4

ก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนมิ.ย. เจพีมอร์แกน เพิ่งคาดการณ์ว่า ราคาทองคำจะพุ่งขึ้นแตะ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีนี้

เจพีมอร์แกน ระบุว่า ความเสี่ยงต่อประมาณการดังกล่าวเอนเอียงไปในทิศทางขาลง เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด หากข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของฤดูร้อนออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด

ทั้งนี้ ระหว่างการซื้อขายเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวขึ้น 1.3% มาอยู่ที่ 4,174.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. โดย ราคาทอง ปรับขึ้นแล้วมากกว่า 2% ในรอบสัปดาห์นี้ จากรายงานตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาแย่กว่าที่คาด ทำให้ชะลอความกังวลเรื่องที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเจพีมอร์แกน ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดยคาดว่า ราคาทอง อาจปรับตัวขึ้นต่อในปี 2027 จากแรงหนุนของการเข้าซื้อทองคำโดยธนาคารกลาง และความต้องการทองคำจริง (physical demand) ที่แข็งแกร่งขึ้น จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังสนับสนุนการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง

หลายแบงก์ใหญ่หั่นเป้าราคาทอง

ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. เจพีมอร์แกนเพิ่งคาดการณ์ว่า ราคาทองคำจะพุ่งขึ้นแตะ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีนี้

อย่างไก็ดี ภายหลังการประชุมเฟดเมื่อกลางเดือนมิ.ย. ซึ่งมีการส่งสัญญาณถึงแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ทยอยออกมาปรับลดทิศทางคาดการณ์ราคาทองคำ ณ สิ้นปี กันหลังจากนั้น

ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ (Golman Sachs) ปรับลดคาดการณ์ ราคาทองคำ ณ สิ้นปีลง 500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ หลังจากคาดว่าเฟดจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 อีกต่อไป ซึ่งเป็นมุมมองใหม่ที่มีขึ้นภายหลังจากเฟดภายใต้การนำของประธานคนใหม่เควิน วอร์ช เพิ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 16-17 มิ.ย.69 และเริ่มส่งสัญญาณของดอกเบี้ยขาขึ้น

ลินา โธมัส และดาน สตรูยเวน นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุในบันทึกว่า เป้าหมายราคาทองคำใหม่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนธ.ค. ยังคงสะท้อนว่า ทองคำ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพียงแต่จะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

ในขณะที่ ธนาคารดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank) หั่นเป้า ราคาทองคำ ปีนี้เหลือ 4,300 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 และเหลือ 4,800 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 โดยเป็นการปรับลดเป้าหมายราคาทองคำสำหรับช่วงครึ่งหลังของปีนี้ลงราว 20% หลังความต้องการลงทุนในทองคำยังคงลดลงต่อเนื่อง

ไมเคิล ซูห์ นักวิเคราะห์ของดอยช์แบงก์ระบุว่า เป้าหมายราคาทองคำในไตรมาส 4 ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 แต่หากธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3-4 ครั้ง ราคาทองคำอาจร่วงลงไปแตะ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

การที่เงินทุนยังคงไหลออกจากกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำ สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อจากนักลงทุน ซึ่งปกติเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญของตลาดทองคำ "แทบจะหายไป" ขณะเดียวกัน ราคาทองคำในจีนที่ซื้อขายต่ำกว่าตลาด Comex สหรัฐ ยังบ่งชี้ว่าการนำเข้าทองคำของจีนไม่น่าจะเข้ามาช่วยพยุงตลาดได้

"เสาหลักเพียงอย่างเดียวที่ยังแข็งแกร่งคือ ความต้องการซื้อจาก 'ธนาคารกลาง' และเราคาดว่าสถานการณ์นี้จะยังดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง" ซูห์กล่าว