'เทสลา' ส่งมอบรถยนต์พุ่ง 25% ทุบสถิติสูงสุดในไตรมาส 2 หลังยอดขายยุโรปฟื้น สัญญาณกระแสต่อต้าน 'อีลอน มัสก์' เริ่มคลี่คลาย จุดประกายยอดขายรายปีอาจกลับมาเป็นบวกในปีนี้
ยอดการส่งมอบรถยนต์ของ "เทสลา อิงค์" (Tesla) ทำสถิติ "สูงสุดเป็นประวัติการณ์" ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้อย่างมาก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของยอดขายในยุโรป ซึ่งเพิ่มความหวังว่าในปี 2026 ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้อาจยุติภาวะยอดขายรายปีที่หดตัวต่อเนื่องตลอดสองปีที่ผ่านมาได้
เทสลา ส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าได้ 480,126 คัน เพิ่มขึ้น 25% จาก 384,122 คันในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งครั้งนั้นเป็นช่วงที่ผู้บริโภคจำนวนมากในยุโรปแห่กัน "บอยคอต" ปฏิเสธการซื้อรถเทสลา เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่ "อีลอน มัสก์" ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลาแสดงการสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายขวาจัดในยุโรป
ยอดขายไตรมาส 2 ซึ่งเติบโตเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ยังสูงกว่ามากจากตัวเลขที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 401,000 คัน จากการสำรวจของ FactSet
ตัวเลขดังกล่าวยังนับเป็นการ "พลิกฟื้นครั้งใหญ่" จากเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังเทสลารายงานว่ายอดขายตลอดปี 2025 ลดลงเป็นปีที่สองติดต่อกัน และต้องสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกให้กับค่าย "BYD" ของจีน
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Tesla กลับเคลื่อนไหวสวนทางกับผลประกอบการโดยร่วงลง 6% ในการซื้อขายช่วงกลางวันของวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์นี้เนื่องในโอกาสวันชาติสหรัฐ เซธ โกลด์สไตน์ นักวิเคราะห์จาก Morningstar มองว่าอาจเกิดจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาอย่างมากในช่วงก่อนหน้า
สำหรับยอดขายไตรมาส 2 บริษัทไม่ได้เปิดเผยตัวเลขแยกตามประเทศ แต่รายงานก่อนหน้านี้จากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรประบุว่า ยอดขายเทสลาในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนพ.ค. โดยเฉพาะใน "เยอรมนี" ที่พุ่งขึ้นถึง 300%
เทสลาเปิดตัว Model Y และ Model 3 รุ่นราคาประหยัดเมื่อปีที่แล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขาย ขณะที่ในยุโรปยังมีการปรับลดค่าเช่าซื้อและดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ นอกจากนี้ ยอดขายยังได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคยุโรปหันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น หลังราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน
ในระยะต่อไป เป็นที่คาดว่าเทสลาจะดึงดูดลูกค้าในยุโรปได้มากขึ้น หลังจากหลายประเทศทยอยอนุมัติให้ใช้ระบบช่วยขับ Full Self-Driving (Supervised) ซึ่งเปิดให้ใช้งานในสหรัฐอยู่แล้ว โดย "เนเธอร์แลนด์" เป็นประเทศแรกที่อนุมัติไปเมื่อเดือนเม.ย. ก่อนที่เอสโตเนีย กรีซ และลิทัวเนียจะอนุมัติตามมา
เมื่อปีที่แล้ว เทสลาเผชิญยอดขายที่ลดลงท่ามกลางการประท้วงหน้าศูนย์จำหน่ายทั้งในยุโรปและสหรัฐ มีการเผาหุ่นจำลองของมัสก์ในเมืองมิลาน รวมถึงเกิดเหตุทำลายทรัพย์สินของเจ้าของรถเทสลาหลายกรณี หลังลูกค้าไม่พอใจที่มัสก์แสดงการสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้ง
ส่วนในสหรัฐ ลูกค้ากลุ่มเดิมจำนวนไม่น้อยก็เลิกซื้อรถของบริษัทเช่นกัน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับบทบาทของมัสก์ในการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน DOGE ของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผลักดันการลดรายจ่ายภาครัฐ
Tesla ยังได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสหรัฐยกเลิกมาตรการเครดิตภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ต้นทุนซื้อรถอีวีเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 7,500 ดอลลาร์ และยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ แม้ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะปรับตัวสูงขึ้นแล้วก็ตาม
แม้ Tesla ไม่ได้เปิดเผยยอดขายในสหรัฐ แต่บริษัทวิจัย Cox Automotive ประเมินว่ายอดขายในตลาดสหรัฐยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลง 20% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แซม ฟิโอรานี รองประธานบริษัทวิจัย AutoForecast Solutions กล่าวว่า ทั้งกลยุทธ์ด้านราคาและตัวผลิตภัณฑ์ช่วยให้ลูกค้าก้าวข้ามความรู้สึกที่อาจมีต่ออีลอน มัสก์ในฐานะบุคคลได้ แต่ความต้องการในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเทสลา ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันเรื่องการยกเลิกเครดิตภาษี
"เรามองบวกอย่างระมัดระวังว่า ยอดขายปีนี้อาจกลับมาเติบโตได้" ฟิโอรานีกล่าว
ท่ามกลางความยากลำบากของเทสลาเมื่อปีที่ผ่านมา มัสก์ พยายามเปลี่ยนจุดสนใจของนักลงทุน "จากธุรกิจรถยนต์ไปสู่ธุรกิจแห่งอนาคต" ได้แก่ หุ่นยนต์ ระบบขับขี่อัตโนมัติ และบริการแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) ซึ่งจากทิศทางราคาหุ้น ดูเหมือนนักลงทุนจะตอบรับแนวทางดังกล่าว โดยหุ้น Tesla ฟื้นตัวกลับจากการร่วงหนักเมื่อต้นปี 2025 และปรับตัวขึ้นมากกว่า 40% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา


