อินเดียและญี่ปุ่น ‘ยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่’ ลงนามข้อตกลงภาครัฐและเอกชน ‘กว่า 100 ฉบับ’ ครอบคลุมตั้งแต่ AI เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสีเขียว ไปจนถึงความมั่นคงทางทะเล
“อินเดีย” และ “ญี่ปุ่น” เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ หลังนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ใช้การเยือนอินเดียครั้งแรกของผู้นำญี่ปุ่นในการส่งสัญญาณความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคง เทคโนโลยี พลังงาน ไปจนถึงการสำรวจอวกาศ พร้อมลงนามข้อตกลงระหว่างภาครัฐและเอกชนกว่า 100 ฉบับ
แม้การเยือนครั้งนี้จะไม่มีการประกาศเม็ดเงินลงทุนระดับ 10 ล้านล้านเยนเหมือนที่ญี่ปุ่นเคยให้คำมั่นไว้เมื่อปีก่อน แต่ทั้งสองฝ่ายกลับให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระยะยาวมากกว่า โดยระหว่างการแถลงข่าวหลังการหารือ โมดีเรียกทาคาอิจิว่า “น้องสาวคนสวย”
ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มว่า ทั้งสองได้ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันในฐานะ “พี่ชายและน้องสาว” สะท้อนบรรยากาศอันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ
การหารือนำไปสู่การออกแถลงการณ์ร่วม 4 ฉบับ ครอบคลุมประเด็นความมั่นคงทางทะเล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงด้านพลังงาน และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังยืนยันการลงนามข้อตกลงระหว่างภาคธุรกิจ กว่า 100 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์ แอมโมเนีย พลังงานสีเขียว ตลอดจนการร่วมกันพัฒนาภารกิจสำรวจดวงจันทร์
นอกเหนือจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงาน ความร่วมมือยังขยายไปสู่ภาคเกษตรและวัฒนธรรม เช่น การเพาะเห็ดชิตาเกะและสตรอว์เบอร์รีในอินเดีย รวมถึงการผลิตภาพยนตร์บอลลีวูดบนเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกำลังขยายตัวไปในหลากหลายมิติมากขึ้น
เคนจิ ฮิรามัตสึ ประธานสถาบันวิจัยญี่ปุ่น และอดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำอินเดีย กล่าวว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ความสนใจของภาคธุรกิจญี่ปุ่นที่มีต่ออินเดียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่รวมถึงธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และสตาร์ตอัปด้วย
เขาระบุว่า ในอดีตความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งกำลังมองอินเดียเป็น “ฐานการเติบโตแห่งใหม่”
ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดจากเป้าหมายที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศไว้ในปี 2568 ที่จะผลักดันให้ภาคเอกชนลงทุนในอินเดียรวม 10 ล้านล้านเยนภายในระยะเวลา 10 ปี โดยทั้งสองผู้นำเปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทญี่ปุ่นมีแผนลงทุนในอินเดียแล้วราว 2 ล้านล้านเยน
การเยือนครั้งนี้ยังมีผู้บริหารธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 50 รายร่วมคณะ รวมถึงประธานบริษัทซูซูกิ มอเตอร์ ซึ่งถือว่าอินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท
ขณะที่ฝั่งอินเดีย กลุ่มบริษัทอาดานีของมหาเศรษฐี เกาตัม อาดานี กำลังผลักดันการระดมทุนมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในรูปสกุลเงินเยน ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Sumitomo Mitsui Financial Group และ Mitsubishi UFJ Financial Group ต่างเร่งขยายธุรกิจในอินเดีย เพื่อรองรับกระแสการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและญี่ปุ่น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศต่างเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้า เพื่อลดการพึ่งพาจีนและสหรัฐ รวมถึงรับมือกับผลกระทบจากสงครามในอิหร่านที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก
ทาคาอิจิระบุว่า ญี่ปุ่นและอินเดียจำเป็นต้องร่วมกันหาแนวทางรับมือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบเศรษฐกิจ
ด้านอินเดียก็เผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน หลังการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมัน และสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
อ้างอิง: bloomberg



