สงครามอาจยุติลง แต่ ‘ราคาของสันติภาพ’ เพิ่งเริ่มต้น เมื่อหลายประเทศในยุโรปเริ่มยอมรับว่า เรือสินค้าที่ผ่าน ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ อาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้อิหร่านและโอมานในอนาคต หลัง ‘สงคราม’ ได้พลิกโฉมภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการเดินเรือของภูมิภาคอย่างสิ้นเชิง
หลังผ่านความตึงเครียดยืดเยื้อนานหลายเดือน โลกอาจกำลังเข้าสู่ “ระเบียบใหม่” ของช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อชาติยุโรปหลายประเทศเริ่มยอมรับว่า เรือสินค้าที่แล่นผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก อาจต้องจ่าย “ค่าธรรมเนียม” ให้แก่อิหร่านและโอมานในอนาคต หลังสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน เปลี่ยนภูมิทัศน์เส้นทางเดินเรือในภูมิภาคไปอย่างถาวร
สำนักข่าวบลูมเบิร์กอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า เจ้าหน้าที่ของหลายประเทศในยุโรปมองว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบางรูปแบบ “แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้” แม้จะยังไม่มีข้อสรุปว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะเป็นรูปแบบใด หรือมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม
แหล่งข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนของประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียก็ “มีมุมมองในลักษณะเดียวกัน” แม้จะยังไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม สหรัฐและประเทศอ่าวอาหรับหลายแห่งยังคงยืนยันว่า อิหร่านและโอมานไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากอาจขัดต่อกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และเสี่ยงสร้าง “บรรทัดฐาน” ให้ประเทศอื่นเรียกเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกแห่งอื่นในอนาคต
แม้เริ่มยอมรับความเป็นไปได้ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ประเทศในยุโรปได้เรียกร้องให้อิหร่านและโอมานรับประกันว่า จะไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อเรือตามสัญชาติ พร้อมผลักดันการจัดตั้งกองกำลังความร่วมมือทางทะเลระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองกำลังดังกล่าว ยังขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพถาวรระหว่างคู่ขัดแย้ง
ด้านรัฐบาลบาห์เรนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ไม่เคยยอมรับหรือส่งสัญญาณว่าจะยอมรับการจัดเก็บค่าผ่านทาง โดยระบุว่า “เสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่สามารถนำมาต่อรองได้”
ก่อนหน้านี้ “โอมาน” ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ยุโรปว่า “ไม่สามารถกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนสงครามได้อีก” พร้อมเสนอแนวคิดเรียกเก็บค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัย การนำร่อง และการป้องกันมลพิษในช่องแคบฮอร์มุซ แทนการเก็บ “ค่าผ่านทาง” โดยตรง
โอมาน ซึ่งเป็นพันธมิตรของทั้งชาติตะวันตกและอิหร่าน กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย โดยรัฐบาลโอมานส่งสัญญาณที่ค่อนข้างคลุมเครือในที่สาธารณะ แต่ย้ำว่าจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ
แหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติมว่า โอมานกำลังศึกษารูปแบบการบริหาร “ช่องแคบมะละกา” ซึ่งอยู่ภายใต้ความร่วมมือของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ
ระบบของช่องแคบมะละกา เปิดให้มีการเรียกเก็บค่าบริการด้านการนำร่องและความปลอดภัยเฉพาะกรณีที่มีการใช้บริการจริง พร้อมกองทุนที่เปิดรับเงินสมทบโดยสมัครใจจากผู้ใช้งาน เพื่อสนับสนุนการเดินเรืออย่างปลอดภัย โดยสิงคโปร์เคยเปิดเผยว่า กองทุนดังกล่าวระดมเงินได้ราว 22 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ขณะเดียวกัน ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว หลังอิหร่านและสหรัฐบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน ประกอบกับการที่สหรัฐส่งกำลังทหารคุ้มกันเรือสินค้า ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงคราม ขณะที่อิหร่านเองก็สามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบ หลังสหรัฐยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน
แหล่งข่าวระบุอีกว่า หลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่านในช่วงต้นสงคราม เริ่มมีท่าทีอ่อนลง และพร้อมพิจารณาการจ่ายค่าธรรมเนียม หากช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคได้
นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น “อิหร่าน” หันมายืนยันโดยตลอดว่า ต้องการมีบทบาทหรืออำนาจในการกำกับดูแลการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาหลังสงคราม และอาจส่งผลต่อโครงสร้างการค้าพลังงานโลกในระยะยาว
อ้างอิง: bloomberg


