ธนาคารสัญชาติสวิส "UBS" เพิ่งเผยแพร่รายงานความมั่งคั่งโลกฉบับล่าสุด หรือ "Global Wealth Report 2026" ซึ่งประมวลความมั่งคั่งทั่วโลกที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว 2025 โดยใช้ข้อมูลจาก 56 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้อาจสรุปได้ว่า ปี 2025 คือ "ปีทองของความมั่งคั่งทั่วโลก" ที่ทำสถิติใหม่เอาไว้หลายด้าน ที่รวยอยู่แล้วก็ยิ่งรวยขึ้นไปอีก ส่วนพวกที่ยังไม่รวย ก็ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากขึ้นมาเป็น "เศรษฐีเงินล้าน(ดอลลาร์)" หรือ Millionaire มากขึ้นเป็นจำนวนสูงสุดทุบสถิติใหม่ โดยอาจสรุปประเด็นที่น่าสนใจได้ตามนี้
ปีที่โลกมี 'เศรษฐีหน้าใหม่' เพิ่มเกือบ 1 ล้านคน
ปี 2025 คือปีที่มีจำนวนเศรษฐีเงินล้าน(ดอลลาร์) เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีการสำรวจมา หรือเทียบเท่าได้กับการมีเศรษฐีเงินล้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้นวันละ 2,600 คน
ในจำนวนนี้ "สหรัฐ" ยังคงครองแชมป์ "ประเทศแห่งโอกาสสร้างตัว" มากที่สุด เพราะกินสัดส่วนไปเกือบครึ่งหนึ่ง หรืออยู่ที่กว่า 440,000 คน เทียบเท่ากับการสร้างเศรษฐีใหม่วันละ 1,200 คน ตามมาด้วย "จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส" ซึ่งเมื่อรวมจำนวนเบ็ดเสร็จทั้งหมดแล้ว แต่ละประเทศมีเศรษฐีเงินล้านรวมมากกว่า 2 ล้านคน
ปีที่แล้วยังเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนเศรษฐีเงินล้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้นในทุกประเทศและดินแดนที่สำรวจอีกด้วย
'มหาเศรษฐีพันล้าน' พุ่ง 13% รับอานิสงส์หุ้น AI
รายงานยังพบว่า จำนวน "มหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์" (billionaire) ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 3,302 คนในปีที่แล้ว โดยเพิ่มขึ้นมา 383 คน หรือ +13.1% จากปีก่อน ในจำนวนนี้ประมาณหนึ่งในสาม หรือกว่า 1,000 คน อยู่ในสหรัฐ รองลงมาคือ "จีน" 562 คน ในขณะที่อินเดียมี 211 คน
ส่วนมหาเศรษฐีระดับท็อปสุดที่มีทรัพย์สินระหว่าง 50,000-100,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 - 3.3 ล้านล้านบาท) มีจำนวนทั้งหมด 18 คน
และกลุ่มคนที่เป็น "ยอดปิรามิด" จริงๆ ด้วยทรัพย์สิน 1 แสนล้านดอลลาร์ขึ้นไป มีจำนวน 19 คน ในจำนวนนี้ 15 คนล้วนอยู่ในสหรัฐ
เจมส์ มาโซ นักเศรษฐศาสตร์ของ UBS ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของ "ตลาดหุ้น" โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความมั่งคั่งของกลุ่มมหาเศรษฐี เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้ผูกอยู่กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น เมื่อมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความมั่งคั่งจาก 'สินทรัพย์' ไม่ใช่รายได้หรือ GDP
ความมั่งคั่ง (wealth) ในรายงานของ UBS ไม่ได้จัดอันดับจาก "รายได้" หรือ "จีดีพีต่อหัว" แต่ใช้การวัด "ความมั่งคั่งสุทธิ" (Net Wealth) ของประชาชน ซึ่งคำนวณจากมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด ทั้งสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น เงินฝาก หุ้น กองทุน และสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ทางการเงิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหักด้วยหนี้สินทั้งหมด แล้วแปลงเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้นคนที่มีบ้าน ที่ดิน หรือพอร์ตการลงทุนต่างๆ แม้รายได้และเงินเดือนในกระเป๋าอาจจะไม่ได้เพิ่มมากนัก ก็อาจมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นได้เช่นกันจากมูลค่าพอร์ตสินทรัพย์ที่ถือไว้อยู่ โดยเฉพาะการลงทุนใน "ตลาดหุ้น" ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นในปีที่แล้วและยังมีโมเมนตัมต่อยอดมาถึงปีนี้จากแรงหนุนของกระแสหุ้น AI
ความมั่งคั่งโลกโตแรงสุดในรอบหลายปี ยุโรปแซงเอเชีย
ความมั่งคั่งส่วนบุคคล (personal wealth) ทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้น 10.8% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 3 ปี และมากกว่าสองเท่าของการเติบโตในปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 4.6%
ภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) มีอัตราการเติบโตของความมั่งคั่งสูงที่สุดที่ 17.5% โดยได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจาก "การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ" ทำให้มูลค่าสินทรัพย์เมื่อแปลงเป็นดอลลาร์เพิ่มขึ้น ตามมาด้วยทวีปอเมริกาที่เติบโต 8.5% ส่วนเอเชีย-แปซิฟิกขยายตัว 5.9%
แม้เอเชียจะเติบโตช้ากว่าภูมิภาคอื่น แต่ความมั่งคั่งของโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยสหรัฐและจีนเพียงแค่ 2 ประเทศ ก็ครอบครองความมั่งคั่งส่วนบุคคลรวมกัน "มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก"
'ความมั่งคั่งมัธยฐาน' ข้อมูลที่ควรรู้
จุดหนึ่งที่น่าสนใจในรายงานของ UBS คือ การนำเสนอทั้ง "ความมั่งคั่งเฉลี่ย" (Average Wealth) และ "ความมั่งคั่งมัธยฐาน" (Median Wealth) ซึ่งสะท้อนภาพความมั่งคั่งในคนละมิติ
โดยทั่วไป เรามักคุ้นเคยกับการรายงาน "ความมั่งคั่งเฉลี่ย" ซึ่งเป็นการนำมูลค่าความมั่งคั่งสุทธิของประชากรทั้งหมดมาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ย ตั้งแต่คนที่ร่ำรวยที่สุดไปจนถึงคนที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด แต่ข้อจำกัดคือ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากความมั่งคั่งในกลุ่มคนรวยเพียงส่วนน้อย แม้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่ได้มีฐานะดีขึ้นก็ตาม
ในทางกลับกัน "ความมั่งคั่งมัธยฐาน" (Median Wealth) เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนฐานะของประชาชนที่อยู่ "กึ่งกลาง" ของการกระจายความมั่งคั่ง ระหว่างกลุ่มคนที่รวยที่สุดและกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด ความมั่งคั่งมัธยฐานจึงสามารถสะท้อนฐานะของ "คนทั่วไป" ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย เพราะไม่ได้รับอิทธิพลจากมหาเศรษฐีหรือกลุ่มคนที่รวยที่สุดมากนัก
'ไทย' มีความมั่งคั่งมัธยฐานเพิ่มขึ้น
รายงานของ UBS ชี้ว่า แม้ความมั่งคั่งเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 10.8% ในปี 2025 แต่ความมั่งคั่งมัธยฐานกลับลดลงในประเทศส่วนใหญ่ สะท้อนว่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ และผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐี
อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนไปในช่วงปี 2020-2025 หรือประมาณครึ่งทางของทศวรรษปัจจุบันจะพบว่า "ประเทศไทย" กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีความมั่งคั่งมัธยฐานเพิ่มขึ้น
"ไทย ไซปรัส และอินเดีย" เป็นสามประเทศที่มีความมั่งคั่งมัธยฐานเพิ่มขึ้นถึงราว 20% ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ "ญี่ปุ่น" เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สวนทางกับอีก 20 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ที่ตัวชี้วัดดังกล่าวปรับตัวลดลงมากกว่า 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่ "เกาหลีใต้" ขึ้นแท่นรวยเร็วที่สุดในรอบ 6 ปี โดยเป็นประเทศที่ความมั่งคั่งเฉลี่ยต่อผู้ใหญ่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม 56 ประเทศและดินแดนที่ UBS ศึกษา เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในแง่มูลค่าที่แท้จริง หลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว แต่ในแง่ของความมั่งคั่งมัธยฐานกลับอยู่ที่กว่า 10% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งที่กระจุกตัวอย่างมีนัยยะ
คนทั้งโลก 42% มีทรัพย์สินไม่ถึง 1 หมื่นดอลลาร์
แม้จำนวนเศรษฐีเงินล้านจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ประชากรโลก "ส่วนใหญ่" ยังมีสินทรัพย์สุทธิในระดับไม่สูงนัก โดยประชากรโลก 42% มีสินทรัพย์สุทธิต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ ขณะที่อีก 41% มีสินทรัพย์สุทธิอยู่ระหว่าง 10,000-100,000 ดอลลาร์
ส่วนผู้ที่มีสินทรัพย์สุทธิระหว่าง 100,000-1 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วน 15.3% ของประชากรโลก และมีเพียง 1.5% เท่านั้นที่มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์


