OMFIF เผยผลสำรวจ ธนาคารกลางทั่วโลกเตรียมหั่นพอร์ตดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า เซ่นพิษการเมืองโลก เบนเข็มซบ ‘ทองคำ’ พร้อมเร่งดัน AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลหนีความผันผวน
รอยเตอร์รายงานอ้างผลสำรวจล่าสุดจาก OMFIF เผยเทรนด์ใหม่ของธนาคารกลางและกองทุนภาครัฐทั่วโลก 90 แห่ง ซึ่งดูแลสินทรัพย์รวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ พบว่าส่วนใหญ่เตรียมปรับทัพการลงทุนครั้งใหญ่ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อรับมือกับความผันผวน และความเสี่ยงทางการเมืองโลก
ยารา อาซิซ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ OMFIF ระบุว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า นักลงทุนจะสามารถนั่งรอให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้นั้น เริ่มเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ทำให้สถาบันการเงินเหล่านี้ต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ รวมถึงการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยง
เล็งลดถือดอลลาร์ หันซบ ‘ทองคำ’ รับการเงินหลายขั้ว
แม้ว่าในปัจจุบัน เงินดอลลาร์สหรัฐจะยังไม่มีคู่แข่งที่ขึ้นมาทดแทนได้อย่างชัดเจน และยังคงแข็งค่าขึ้น 3% ในปีนี้ จากอานิสงส์ของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
ทว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ โดยธนาคารกลาง 79% และกองทุนสาธารณะ 60%ต่างเชื่อว่าระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคม "หลายขั้ว" ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงสกุลเงินเดียวอีกต่อไป
กระแสดังกล่าวส่งผลให้สกุลเงินนอกกลุ่ม 8 สกุลเงินหลัก เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยธนาคารกลางต่างๆ สนใจเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินโครนนอร์เวย์ ดอลลาร์นิวซีแลนด์ รวมถึงเงินปอนด์สเตอร์ลิง
ขณะที่เงินยูโร และเงินหยวนของจีน แม้ว่าผู้ลงทุนจะอยากเพิ่มการถือครองเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ก็ยอมรับว่ายังติดปัญหาเรื่องความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองเขตบริหารอยู่
ด้วยเหตุนี้ "ทองคำ" จึงก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์การบริหารเงินสำรองอย่างโดดเด่น โดยปัจจุบันมีธนาคารกลางถือครองอยู่ถึง 82%
ในระยะสั้น 1-2 ปีข้างหน้า ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางวางแผนจะเพิ่มการจัดสรรเงินทุนเข้าไปมากที่สุด โดยมีถึง 30% ที่ตั้งเป้าจะซื้อทองคำเพิ่มขึ้น หลังจากที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์มาแล้วหลายครั้ง
เริ่มใช้ AI ช่วยบริหารพอร์ต
นอกเหนือจากการปรับพอร์ตสินทรัพย์แล้ว การใช้ AI ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเร่งด่วน โดยธนาคารกลางกว่า 66% วางแผนจะเพิ่มการใช้ AI ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากในปัจจุบันมีธนาคารกลางเพียง 9% เท่านั้นที่พอใจกับระบบ AI ที่มีอยู่ และไม่มีธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วแห่งใดเลยที่รู้สึกพอใจ
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการตื่นตัวเรื่องนี้สูงมาก โดยมีอัตราการใช้ AI ถึง 89% เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการทำงาน ในขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่มีสัดส่วนการใช้ AI อยู่ที่ 44%
ในส่วนของกองทุนสาธารณะ ผลสำรวจพบว่ามีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ สูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น โดยเกือบ 60% เตรียมเพิ่มการลงทุนในส่วนนี้
นอกจากนี้ มุมมองต่อตลาดเกิดใหม่ก็เปลี่ยนไปในทางบวก โดยมีกองทุนถึง 38% ที่อยากเพิ่มเม็ดเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเพิ่มจาก 27% ในปีที่แล้ว สวนทางกับความต้องการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วที่ดิ่งลงจาก 47% เหลือเพียง 25%
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกา และจีน ยังคงเป็น 2 ตลาดที่ดึงดูดใจที่สุดเนื่องจากเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์




