วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดมุมมอง 'ผู้แทนการค้าไทย' กับบทบาทหุ้นส่วนการค้าที่น่าเชื่อถือของยุโรป

'ผู้แทนการค้าไทย' เผยมุมมองสื่อนอกระหว่างเจรจาข้อตกลง FTA ไทย-อียู ครั้งที่ 9 ชูไทยเป็น 'หุ้นส่วนการค้าที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้' ของสหภาพยุโรป เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานยุโรป เพิ่มการเข้าถึงตลาด ยกระดับมาตรฐานสู่ระดับโลก ปูทางสู่กรอบความร่วมมือการค้าระดับภูมิภาค

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ "พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ" ของสหภาพยุโรป (อียู) 

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ The Parliament Magazine อธิบายว่า การใช้ประโยชน์จาก "ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป" (เอฟทีเอไทย-อียู) ในอนาคต จะช่วยยกระดับการเข้าถึงตลาด มาตรฐาน และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างไร

Q: เอฟทีเอไทย-อียู จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการของอียู ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลกในปัจจุบันได้อย่างไร ?

ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ "พันธมิตรที่ไว้วางใจและเชื่อถือได้" สำหรับภาคธุรกิจยุโรปที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานและการดำเนินธุรกิจ เอฟทีเอไทย-อียู จะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยยกระดับการเข้าถึงตลาดและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

เอฟทีเอฉบับนี้จะช่วย "เร่งการปฏิรูป" ที่ไทยกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อส่งเสริมเรื่องกฎระเบียบที่เป็นธรรม โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทจากกลุ่มประเทศอียูสามารถเติบโตในประเทศไทยได้ นอกจากนี้ ยังจะช่วยยกระดับการบูรณาการของห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของไทยและอียูมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เมื่อมองไปข้างหน้า ความตกลงฉบับนี้ยังสามารถเป็น "รากฐาน" สำหรับการผลักดันแนวคิดการจัดทำเอฟทีเอในระดับภูมิภาคต่อภูมิภาคต่อไป ระหว่าง "อาเซียนกับสหภาพยุโรป" (ASEAN-EU FTA) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันในวงกว้าง

หัวใจสำคัญของเอฟทีเอไทย-อียู ฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มมูลค่าการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางตำแหน่งให้ภาคธุรกิจไทยสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

"ประเทศไทยจะยังคงใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า (trade remedies) ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) อย่างเหมาะสมและโปร่งใส"

Q: วิสัยทัศน์ระยะยาวของไทยต่อความเป็นหุ้นส่วนด้านการค้าและเศรษฐกิจกับอียู รวมถึงภูมิภาคอาเซียนและอินโด-แปซิฟิก คืออะไร?

ประเทศไทยมองว่าอียูเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มีความยั่งยืน และยืดหยุ่น รวมถึงสนับสนุนระบบการค้าที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว การยกระดับความร่วมมือด้านมาตรฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ และการเชื่อมโยงระหว่างกัน จะเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก

สำหรับในเรื่อง "มาตรฐาน" รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการผลักดันให้มาตรฐานของประเทศสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับนานาชาติ การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยนำมาตรฐานเหล่านี้ไปใช้ จะช่วยยกระดับความยั่งยืนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับทั้งสองฝ่าย

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู และกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก "องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา" (OECD) ประเทศไทยต้องการขยายความร่วมมือกับอียูในการยกระดับมาตรฐานต่างๆ ควบคู่กับการทำให้มั่นใจว่า ภาคธุรกิจจะได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ และมีระยะเวลาการปรับตัวที่เหมาะสม

ในด้าน "ทุนมนุษย์" รัฐบาลไทยมีเป้าหมายดำเนินโครงการพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) และยกระดับทักษะเดิม (upskilling) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และต้องการกระชับความร่วมมือกับอียูในการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับความต้องการของบริษัทจากสหภาพยุโรป "และส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพสำหรับแรงงานไทย"

"การเชื่อมโยงระหว่างกัน (Connectivity) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือ ประเทศไทยมีจุดแข็งจากที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไทยเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับสหภาพยุโรป"

ทั้งสองฝ่ายควรต่อยอดศักยภาพดังกล่าว ผ่านการยกระดับความเชื่อมโยงของกระบวนการทางการค้าและพิธีการศุลกากรให้สามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) รวมถึงส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมโยงของภูมิภาค และโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

Q: ประเทศไทยมีแนวทางอย่างไรในการรับมือข้อกังวลเกี่ยวกับ "การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า" (transshipment) และปัญหา "กำลังการผลิตส่วนเกิน" (industrial overcapacity)?

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับข้อกังวลเหล่านี้อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นปัจจัยที่บั่นทอนระบบการค้าพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ ซึ่งทั้งไทยและอียูต่างมุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาไว้

เพื่อรับมือความเสี่ยงของการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า ไทยกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกผ่านการบังคับใช้ "กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า" (Rules of Origin) อย่างเข้มงวด เสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการติดตามความผิดปกติของกระแสการค้า และดำเนินการส่งเสริมศักยภาพที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรม สินค้า และความตกลงทางการค้าที่แตกต่างกันไป

ในกรณีที่อุตสาหกรรมภายในประเทศได้รับผลกระทบจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ประเทศไทยจะยังคงใช้มาตรการเยียวยาทางการค้าที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของ WTO อย่างเหมาะสมและโปร่งใส

ความตกลงการค้าเสรีไทย-อียู จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงตลาด และปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

เพื่อจำกัดภาระด้านกฎระเบียบให้น้อยที่สุด มาตรการเหล่านี้จะดำเนินควบคู่ไปกับการปรับลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และการขยายบริการศุลกากรในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยปูทางไปสู่การบังคับใช้เอฟทีเอไทย-อียูในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สำหรับความคืบหน้าล่าสุดในกระบวนการเจรจาความตกลงเอฟทีเอไทย-อียูนั้น ปัจจุบันมีการเจรจาจบไปแล้ว 11 บท และยังเหลือการเจรจาอีก 13 บท โดยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 9 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ช่วงปลายเดือนมิ.ย. 2026

เป้าหมายของไทยคือการเร่งเครื่องให้จบโดยเร็วที่สุดภายในปลายปีนี้ เพื่อดึงธุรกิจไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอียู โดยเฉพาะการเป็น ASEAN Digital Gateway พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง โดยเป็น "พาร์ทเนอร์" ที่เติบโตไปพร้อมกับอียู และทำให้เรื่องกติกาด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ของยุโรป เป็นโอกาสให้ไทยปรับตัวเชิงรุกสู่ระเบียบและกติการะดับโลก

 

ที่มา: The Parliament Magazine