สงครามอิหร่านลามกระทบ ‘โตโยต้า’ หลังยอดขายในทั่วโลกเดือนพ.ค.ลดลง 7.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยตลาดตะวันออกกลางทรุดตัวเกือบ 40% ส่วนยอดขายในจีนหายไปกว่า 30% สะท้อนผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง และการแข่งขันอีวีที่ดุเดือด
“โตโยต้า มอเตอร์ส” (Toyota Motor) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยยอดขายทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม ลดลงต่อเนื่อง “เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน” หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบห่วงโซ่อุปทาน และการขนส่ง ขณะที่การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีนยังบั่นทอนยอดขายอย่างหนัก
บริษัทเปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์โตโยต้าทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม ซึ่งรวมยอดขายของบริษัทลูก Daihatsu Motor อยู่ที่ 885,207 คัน ลดลง 7.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำลังการผลิตลดลง 5.8% เหลือ 857,765 คัน
ถึงแม้ว่าสหรัฐ และอิหร่าน จะบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งแล้ว แต่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังกลับมาได้เพียงบางส่วน เนื่องจากยังคงเกิดเหตุโจมตีเรือเป็นระยะ ส่งผลให้เส้นทางขนส่งสินค้า และห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน
สำหรับ Toyota ซึ่งส่งออกรถยนต์ไปยังตะวันออกกลางราว 500,000-600,000 คันต่อปี ทากาโนริ อาซูมะ ผู้บริหารด้านบัญชีระบุเมื่อเดือนพฤษภาคม ว่า บริษัทประเมินปริมาณการส่งออกราวไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
ตัวเลขยอดขายสะท้อนผลกระทบอย่างชัดเจน โดยยอดขายในตลาดตะวันออกกลางเดือนพฤษภาคม “ลดลงถึง 38.6%” ขณะที่ยอดขายในจีน “หดตัว 31.7%” เมื่อเทียบกับปีก่อน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งเร่งชิงส่วนแบ่งตลาดด้วยนวัตกรรม และการทำสงครามราคา
แรงกดดันดังกล่าวยังทำให้ Toyota คาดการณ์ว่า กำไรในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 จะปรับตัวลดลง โดยบริษัทตั้งเป้ากำไรจากการดำเนินงานไว้ที่ 3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 18,800 ล้านดอลลาร์) ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และลดลงจาก 3.8 ล้านล้านเยน ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากผลกระทบของความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่นก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดย Honda Motor มียอดขายทั่วโลกลดลง 4.9% เหลือ 283,623 คัน และยอดขายในตะวันออกกลางทรุดตัวถึง 52%
ด้าน Nissan Motor มียอดขายทั่วโลกลดลง 10.3% เหลือ 229,870 คัน จากยอดขายที่อ่อนแอในยุโรป และจีน ขณะที่กำลังการผลิตลดลง 8.6%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเปราะบางของเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่กดดันผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น และอาจส่งผลต่อผลประกอบการของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


