วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทุนนอกผวา ‘อินโดฯ’ 3 แบงก์ใหญ่ ส่งกำไรกลับประเทศ หนีนโยบาย ‘ปราโบโว’

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า 3 ธนาคารต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ได้แก่ซิตี้กรุ๊ป  (Citi),  สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered)   และ เอชเอสบีซี โฮลดิง (HSBC) ได้ร่วมมือกันทยอยส่งผลกำไรกลับไปยังบริษัทแม่รวมแล้วกว่า 11.5 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 2.13 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าผลกำไรรวมที่ทำได้ในอินโดนีเซียในช่วงเวลาเดียวกัน 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของกลุ่มทุนสถาบันการเงินต่างชาติที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” (Prabowo Subianto) ที่เน้นการให้ภาครัฐเข้ามาควบคุมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา

เปิดตัวเลข ‘3 แบงก์ยักษ์’ ส่งกำไรกลับประเทศ

เมื่อวิเคราะห์งบการเงินของแต่ละธนาคาร พบว่ามีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการส่งเงินกลับประเทศอย่างมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา

ทุนนอกผวา ‘อินโดฯ’ 3 แบงก์ใหญ่ ส่งกำไรกลับประเทศ หนีนโยบาย ‘ปราโบโว’

 ตัวเลขของ Standard Chartered  เปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุด โดยในปี 2024 ส่งเงินกลับบริษัทแม่มากกว่า 1.1 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 4 เท่า ของกำไรที่ทำได้ในอินโดนีเซียปีนั้น โดยใช้เงินทุนมาจากกำไรสะสมในปีก่อนหน้า เทียบกับในช่วง 10 ปีก่อนปี 2024 ที่เคยส่งกลับเฉลี่ยเพียง 48% เท่านั้น

สำหรับ Citigroup ทำการส่งรายได้เกือบทั้งหมดที่หาได้ในอินโดนีเซียในช่วงปี 2024 และ 2025 กลับไปยังบริษัทแม่ ทลายสถิติเดิมในรอบทศวรรษก่อนหน้านี้ที่มักจะเก็บกำไรไว้ในอินโดนีเซียราว 16% เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสร้างการเติบโตและเป็นเบาะรองรับความเสี่ยง 

ด้าน HSBC พบว่าในปี 2025 ได้ส่งเงินกลับบริษัทแม่เกือบ 3 ล้านล้านรูเปียห์ ทั้งที่ทำกำไรสุทธิในอินโดนีเซียได้ไม่ถึง 2.2 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขการส่งกลับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022

แนวโน้มการดึงเงินกลับนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของทั้ง 3 ธนาคารที่เริ่มทยอยปรับโครงสร้างและลดขนาดธุรกิจในอินโดนีเซียลงตั้งแต่ช่วงก่อนที่ปราโบโวจะขึ้นดำรงตำแหน่ง เช่น Citi ได้ขายธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย ให้กับ UOB ไปในปี 2022

ส่วน Standard Chartered โอนขายพอร์ตสินเชื่อรายย่อยให้กับ Bank Danamon ในปี 2023 และ HSBC อยู่ระหว่างกระบวนการขายสินทรัพย์ฝั่งลูกค้ารายย่อยและบริหารความมั่งคั่ง  

3 ปัจจัยหนุนแบงก์ต่างชาติ ‘ลดความเสี่ยง’

1. รัฐแทรกแซง  การเมืองกดดัน

รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ได้จัดตั้งและขยายอำนาจให้กับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ชื่อว่า "ดานันทารา" (Danantara) ซึ่งปัจจุบันควบคุมรัฐวิสาหกิจและสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วงต้นปี 2025 ตัวแทนจาก Danantara ได้เรียกประชุม ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และมีการโน้มน้าวให้แต่ละแบงก์ลงขันสนับสนุนวงเงินกู้รายละ 1,000 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นแพ็คเกจ 10,000 ล้านดอลลาร์  เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ต่างชาติมองว่า เป็นสัญญาณเตือนว่าสถาบันการเงินอาจถูกบีบให้ต้องเอาเงินไปอุ้มโครงการของรัฐบาลในอนาคต

2.  บีบให้ปล่อยกู้ในโครงการประชานิยม 

หน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) ได้มีการหารือเป็นการภายในกับกลุ่มธนาคาร โดยเสนอไอเดียให้นำโครงการของรัฐบาลเข้าไปใส่ไว้ในแผนธุรกิจของธนาคารด้วย  

โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีของปราโบโว และโครงการสหกรณ์หมู่บ้านเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความกังวลของบรรดาธนาคารในแง่ของ "การบริหารความเสี่ยง" และ "การจัดสรรเงินทุน" แม้ทาง OJK จะออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้แทรกแซง และปล่อยให้เป็นดุลยพินิจทางธุรกิจของธนาคารก็ตาม

3. ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ารุนแรง

ทุนนอกผวา ‘อินโดฯ’ 3 แบงก์ใหญ่ ส่งกำไรกลับประเทศ หนีนโยบาย ‘ปราโบโว’

 แฮร์รี ซู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก PT Samuel Sekuritas Indonesia ระบุว่า การส่งกำไรกลับประเทศมีความเร่งด่วนมากขึ้นเนื่องจากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงไปอีก ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าการถือเงินรูเปียห์หรือเก็บกำไรสะสมไว้ในอินโดนีเซียนั้นมีความคุ้มค่าน้อยลง

 

อ้างอิง Bloomberg