สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า 3 ธนาคารต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ได้แก่ซิตี้กรุ๊ป (Citi), สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(Standard Chartered) และ เอชเอสบีซี โฮลดิง (HSBC) ได้ร่วมมือกันทยอยส่งผลกำไรกลับไปยังบริษัทแม่รวมแล้วกว่า 11.5 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 2.13 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าผลกำไรรวมที่ทำได้ในอินโดนีเซียในช่วงเวลาเดียวกัน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของกลุ่มทุนสถาบันการเงินต่างชาติที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” (Prabowo Subianto) ที่เน้นการให้ภาครัฐเข้ามาควบคุมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมา
เปิดตัวเลข ‘3 แบงก์ยักษ์’ ส่งกำไรกลับประเทศ
เมื่อวิเคราะห์งบการเงินของแต่ละธนาคาร พบว่ามีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการส่งเงินกลับประเทศอย่างมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา
ตัวเลขของ Standard Chartered เปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุด โดยในปี 2024 ส่งเงินกลับบริษัทแม่มากกว่า 1.1 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 4 เท่า ของกำไรที่ทำได้ในอินโดนีเซียปีนั้น โดยใช้เงินทุนมาจากกำไรสะสมในปีก่อนหน้า เทียบกับในช่วง 10 ปีก่อนปี 2024 ที่เคยส่งกลับเฉลี่ยเพียง 48% เท่านั้น
สำหรับ Citigroup ทำการส่งรายได้เกือบทั้งหมดที่หาได้ในอินโดนีเซียในช่วงปี 2024 และ 2025 กลับไปยังบริษัทแม่ ทลายสถิติเดิมในรอบทศวรรษก่อนหน้านี้ที่มักจะเก็บกำไรไว้ในอินโดนีเซียราว 16% เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสร้างการเติบโตและเป็นเบาะรองรับความเสี่ยง
ด้าน HSBC พบว่าในปี 2025 ได้ส่งเงินกลับบริษัทแม่เกือบ 3 ล้านล้านรูเปียห์ ทั้งที่ทำกำไรสุทธิในอินโดนีเซียได้ไม่ถึง 2.2 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขการส่งกลับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
แนวโน้มการดึงเงินกลับนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของทั้ง 3 ธนาคารที่เริ่มทยอยปรับโครงสร้างและลดขนาดธุรกิจในอินโดนีเซียลงตั้งแต่ช่วงก่อนที่ปราโบโวจะขึ้นดำรงตำแหน่ง เช่น Citi ได้ขายธุรกิจธนาคารเพื่อรายย่อย ให้กับ UOB ไปในปี 2022
ส่วน Standard Chartered โอนขายพอร์ตสินเชื่อรายย่อยให้กับ Bank Danamon ในปี 2023 และ HSBC อยู่ระหว่างกระบวนการขายสินทรัพย์ฝั่งลูกค้ารายย่อยและบริหารความมั่งคั่ง
3 ปัจจัยหนุนแบงก์ต่างชาติ ‘ลดความเสี่ยง’
1. รัฐแทรกแซง การเมืองกดดัน
รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ได้จัดตั้งและขยายอำนาจให้กับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ชื่อว่า "ดานันทารา" (Danantara) ซึ่งปัจจุบันควบคุมรัฐวิสาหกิจและสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในช่วงต้นปี 2025 ตัวแทนจาก Danantara ได้เรียกประชุม ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และมีการโน้มน้าวให้แต่ละแบงก์ลงขันสนับสนุนวงเงินกู้รายละ 1,000 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นแพ็คเกจ 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ต่างชาติมองว่า เป็นสัญญาณเตือนว่าสถาบันการเงินอาจถูกบีบให้ต้องเอาเงินไปอุ้มโครงการของรัฐบาลในอนาคต
2. บีบให้ปล่อยกู้ในโครงการประชานิยม
หน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) ได้มีการหารือเป็นการภายในกับกลุ่มธนาคาร โดยเสนอไอเดียให้นำโครงการของรัฐบาลเข้าไปใส่ไว้ในแผนธุรกิจของธนาคารด้วย
โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีของปราโบโว และโครงการสหกรณ์หมู่บ้านเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความกังวลของบรรดาธนาคารในแง่ของ "การบริหารความเสี่ยง" และ "การจัดสรรเงินทุน" แม้ทาง OJK จะออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้แทรกแซง และปล่อยให้เป็นดุลยพินิจทางธุรกิจของธนาคารก็ตาม
3. ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ารุนแรง
แฮร์รี ซู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก PT Samuel Sekuritas Indonesia ระบุว่า การส่งกำไรกลับประเทศมีความเร่งด่วนมากขึ้นเนื่องจากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงไปอีก ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าการถือเงินรูเปียห์หรือเก็บกำไรสะสมไว้ในอินโดนีเซียนั้นมีความคุ้มค่าน้อยลง
อ้างอิง Bloomberg


