ซีเอ็นบีซี รายงานอ้างถึงรายงานของ “ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ” หรือ BIS เตือนว่า หนี้สาธารณะพุ่งสูง ความตึงเครียดจากอัตราเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี AI และความเปราะบางทางการเงิน กำลังสร้างแรงกดดันต่อ “เศรษฐกิจโลก”
ในรายงานเศรษฐกิจประจำปีของ BIS ซึ่งเป็นองค์กรกลางของธนาคารกลางทั่วโลก ได้แจ้งเตือนถึง “ความเสี่ยง” ที่ซับซ้อนและทับซ้อนกัน ทั้งปัญหาฐานะทางการคลังที่ตึงตัว ปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงหยุดชะงักเป็นระยะ และความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้ออาจกลับมาพุ่งสูงและฝังรากลึกอีกครั้ง
แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ BIS ย้ำว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาเสถียรภาพเอาไว้
"มาตรการทางนโยบายต่าง ๆ จะต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดแรงฉุดและแรงผลักที่ขัดกันเองในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีรากฐานทางการคลังและการเงินที่แข็งแกร่ง" ปาโบล เอร์นานเดซ เดอ กอส (Pablo Hernandez de Cos) ผู้จัดการใหญ่ของ BIS กล่าว
‘3 จุดเปราะบาง’ ต้องเฝ้าระวัง
- เงินเฟ้อเร่งตัว
รายงานฉบับนี้ได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยกดดันหลัก โดยเฉพาะ “เงินเฟ้อ” ที่เริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้น โดย BIS เตือนว่า การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจส่งผลให้ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อสูง ฝังรากลึกในกลุ่มครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะราคาพลาสติกและปุ๋ยเคมีที่พุ่งขึ้น 30% และ 50% ตามลำดับ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องทางอ้อมต่อราคาอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในกลุ่มประเทศยากจน
เดอ กอส กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรื่องสำคัญที่เราอยากสื่อสารคือ ธนาคารกลางต่าง ๆ ต้องพร้อมที่จะเข้าดำเนินการทันที หากเริ่มเห็นสัญญาณว่าความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อเริ่มหลุดกรอบ"
กลุ่มประเทศในเอเชียพึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูงมาก เช่น ญี่ปุ่นพึ่งพาสูงถึง 95% ซึ่งเสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าภูมิภาคอื่น
นอกจากนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็น "ข่าวดี" ที่ช่วยให้โลกหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายขั้นสุด ไปได้ แม้ว่าตลาดน้ำมันอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
กระแส ‘ฟองสบู่ AI’
BIS ยังได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของความยั่งยืนในกระแสการลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่เทคโนโลยี AI ในตอนนี้
BIS เตือนถึงความไม่โปร่งใสของการระดมทุนในอุตสาหกรรม AI ที่มีลักษณะเป็น "งูกินหาง" หรือ Circular Financing เช่น บริษัทชิปหรือผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เข้าไปถือหุ้นในแล็บ AI เพื่อให้แล็บเหล่านั้นกลับมาซื้อบริการของตนเอง ซึ่งหากผลตอบแทนของ AI ไม่เป็นไปตามคาด อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกและกระทบต่อตลาดสินเชื่อภาคเอกชน
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาคอขวดในระบบซัพพลายเชนและการแข่งขันที่ดุเดือด อาจนำไปสู่ "ภาวะลงทุนเกินตัว" (Overinvestment) จนซ้ำรอยวงจรฟองสบู่แตกเหมือนในอดีต
- วิกฤตหนี้สาธารณะ
ความเปราะบางทางการเงินยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล มูลค่าสินทรัพย์ที่พุ่งสูงเกินจริงและสัญญาณความชะล่าใจของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรหลักมีความเปราะบางมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การระดมทุนในกระแส AI บูมก็เริ่มพึ่งพาการก่อหนี้และโครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนี้ “ยอดหนี้สาธารณะ” ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และตลาดตราสารหนี้ภาครัฐที่ถูกครอบงำโดยกองทุน Hedge Fund ขนาดใหญ่ที่มีอัตราทดทางการเงินสูง (Highly Leveraged) ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "ความเชื่อมโยงระหว่างหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการเงิน" (Sovereign-Financial Stability Nexus)
แฟรงก์ สเมตส์ (Frank Smets) รักษาการหัวหน้าฝ่ายการเงินและเศรษฐกิจของ BIS อธิบายว่า "ความเชื่อมโยงรูปแบบใหม่นี้ อาจทำให้มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลลดลงอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น" ซึ่งความผันผวนดังกล่าวอาจส่งผลให้ภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
BIS เสนอนโยบายถึง 'แบงก์ชาติ'
BIS ได้ฝากการบ้านสำคัญให้กับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเพียงแค่ "ความยืดหยุ่นชั่วคราว" ไปสู่ "ความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน"
ด้าน "นโยบายการเงิน" ธนาคารกลางต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระและให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อในระยะปานกลางเป็นอันดับแรก โดยไม่ยอมอ่อนข้อเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับภาระหนี้ของรัฐบาล
นโยบายการคลัง รัฐบาลต้องปรับลดการขาดดุลสะสมในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เพื่อสร้างกันชนทางการคลัง และมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานควรเป็นแบบ "ชั่วคราวและตรงจุด" เท่านั้น
นโยบายการกำกับดูแล เสนอว่าธนาคารกลางต้องผลักดันเกณฑ์การกำกับดูแลที่เท่าเทียมกัน (Congruent Regulation) ระหว่างธนาคารและสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร (NBFIs) เพื่อควบคุมระดับ Leverage และลดช่องว่างทางกฎหมายในโลกดิจิทัล
ด้าน เดอ กอส ย้ำว่าข้อความจาก BIS ในครั้งนี้เต็มไปด้วย "ความเร่งด่วน" ที่ประเทศเศรษฐกิจหลักจำเป็นต้องลดระดับหนี้สินลง เนื่องจากในปัจจุบัน หนี้สินอยู่ในระดับที่สูงมาก และหนี้เหล่านี้ถูกถือครองและสนับสนุนเงินทุนผ่านสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
ท้ายที่สุด BIS ได้เตือนให้ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญกับ “เสถียรภาพด้านราคา” เป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ประสานงานและยกระดับการกำกับดูแลที่ครอบคลุมไปเกินกว่าภาคธนาคาร ตลอดจนเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
เดอ กอส กล่าวทิ้งท้ายว่า "ผู้กำหนดนโยบายต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนในการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต"
อ้างอิง CNBC และ รายงาน BIS


