เมื่อเดทแรกราคาเฉียดหมื่น 51% ของ Gen Z ในสหรัฐวางแผนเดท 0 บาท ยอม ‘พักเรื่องรัก’ ในยุคค่าครองชีพพุ่งสูง ลดความเสี่ยงจาก ’การลงทุนเดทแรก‘
ในยุคที่หันไปทางไหนก็เจอแต่คำว่า “เงินเฟ้อ” และ “ค่าครองชีพสูง” ดูเหมือนว่าสิ่งที่จะต้องถูกตัดออกจากรายจ่ายรายเดือนของคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีแค่โปรแกรมสตรีมมิ่งหรือชานมไข่มุกอีกต่อไป แต่มันลามไปถึง “ความ
ทำไมกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึง “Gen Z” ถึงพร้อมใจกันเข้าโหมด “พักรบเรื่องรัก” แล้วหันมาโฟกัสกับเรื่องปากท้องแทน
รักแท้ ‘แพ้เงินเฟ้อ’
กรณีศึกษาที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ เบรตต์ แกฟฟ์นีย์ (Brett Gaffney) นักแสดงหนุ่มวัย 26 ปีในลอสแอนเจลิส คนรุ่นใหม่ทั่วไปที่ต้องทำงานแบบ “Gig Worker” ควบหลายกะ ทั้งงานในร้านอาหาร ไปออดิชั่น และรับงานเสริมในยูทูปเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ
แต่เมื่อไหร่ที่เงินเริ่มตึงมือ เรื่องความรักต้องรอไปก่อน แกฟฟ์นีย์เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า มันไม่ใช่ว่าเขาไม่ยากออกเดท แต่ในความเป็นจริง หากเดือนไหนที่เงินไม่พอใช้ สิ่งแรกที่ต้องตัดทิ้งคือค่าใช้จ่ายในการหาคู่ เพราะเขามีความจำเป็นต้องนำเงินไปซื้อสิ่งของพื้นฐานที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันก่อนนั่นเอง
แกฟฟ์นีย์ เล่าถึงเพื่อนที่มีรายได้น้อยกว่าเขาเล็กน้อย จนต้องตัดสินใจเลิกออกเดทไปเลยถาวรเพราะสู้ราคาค่ากินดื่มไม่ไหว
หลังจากนี้การออกเดทตะต้องมีค่าใช้จ่าย “0 บาท” ข้อมูลจากผลสำรวจของ Bank of America Corp. ในกลุ่มคนอเมริกันอายุ 18 ถึง 29 ปี เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า 51%ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าระงับค่าใช้จ่ายด้านการออกเดทจนเหลือ 0 ดอลลาร์ต่อเดือน
รวมทั้งเกือบ 1 ใน 4 ประมาณ 25%เลือกที่จะชะลอการพัฒนาความสัมพันธ์ออกไปก่อนเนื่องจากสถานการณ์ทางการเงิน และมีเพียง 11% เท่านั้นที่นิยามตัวเองว่ายังคงเดินหน้าหาคู่อย่างจริงจังในตลาดหาคู่ ณ ตอนนี้
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า ตลาดหาคู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังซบเซาอย่างหนัก โดยมี "กำแพงทางเศรษฐกิจ" เป็นปัจจัยขวางกั้นที่สำคัญ
ออกเดทแต่ละครั้ง ใช้เงินกี่บาท?
ทำไมการเดทถึงกลายเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม? คำตอบอยู่ที่ผลสำรวจของสถาบันการเงิน BMO ที่ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแบบ "มัดรวมทุกอย่าง“ ต่อการเดทหนึ่งครั้ง ซึ่งรวมตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าแต่งเนื้อแต่งตัว ไปจนถึงค่าน้ำมัน พุ่งสูงถึง 189 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6,500 บาทไปแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 12.5% โดยยังไม่นับรวมค่าแอปหาคู่
หากลองมาดูฝั่งการใช้จ่ายจริง แกฟฟ์นีย์ประเมินว่า มื้อค่ำที่รวมอาหารและเครื่องดื่มค็อกเทลในปัจจุบันทะลุไปถึง 250 ดอลลาร์ หรือราว 8,500 - 9,000 บาทต่อครั้ง เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวจากเมื่อไม่กี่ปีปีก่อนที่จ่ายเพียง 120 ดอลลาร์
ความกดดันนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันที่เฉลี่ยสูงเกือบ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จนทำให้เขาต้องตั้งเงื่อนไขในการกดปัดขวาบนแอปหาคู่ เฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในระยะขับรถไม่เกิน 20 นาทีเท่านั้นเพื่อประหยัดค่าน้ำมัน
วิล สไมดา (Will Smayda) หัวหน้าศูนย์การเงินของ Bank of America ได้วิเคราะห์ว่า เงินเฟ้อที่พุ่งสูงทำให้อิสรภาพทางการเงินของ Gen Z ต้องสั่นคลอน จนต้องเลือกระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวกับการออกไปเดท
สิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจนี้คือ 42% ของคนรุ่นใหม่ยอมรับว่าใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน (Paycheck-to-paycheck) และที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นคือ ในกลุ่มคนที่บ่นว่าเงินชนเดือนนี้ มีคนที่มีรายได้สูงเกิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปี ราว 3.4 ล้านบาท รวมอยู่ด้วยถึง 29% ซึ่งหมายความว่า ต่อให้คุณจะมีเงินเดือนเยอะแค่ไหนในยุคนี้ ค่าครองชีพก็พร้อมจะกลืนกินรายได้จนไม่เหลือเงินไว้เปย์ความโรแมนติกอยู่ดี
ลดความเสี่ยงจาก ’การลงทุนเดทแรก‘
แม้ผลสำรวจจะระบุว่ามีกลุ่ม Gen Z ราว 1 ใน 3 ที่ระบุว่าพวกเขา "แค่ไม่สนใจ" เรื่องการมีคู่ แต่แฮนนา ฮอร์วาท (Hanna Horvath) นักวางแผนการเงินและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการเงิน มองว่าลึก ๆ แล้วมันอาจเกาะเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเงินมากกว่าที่หลายคนยอมรับ
ฮอร์วาท วิเคราะห์ว่า “การสร้างความสัมพันธ์และการออกเดทคือการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่วัดมูลค่าผลตอบแทนเป็นตัวเลขได้ยาก"
ดังนั้น ในค่ำคืนที่เศรษฐกิจผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คนรุ่นใหม่จึงเลือกที่จะลดความเสี่ยง พวกเขาหันไปบริหารเวลาและเงินทองกับสิ่งที่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้แน่นอนมากกว่า เช่น การโฟกัสเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ การออมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ
ท้ายที่สุด ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะปฏิเสธความรักไปตลอดกาล เพียงแต่ในวันที่เดทแรกรสชาติขมขื่นจากราคาค่าเช็คบิล การหันไปแฮงเอาต์กับกลุ่มเพื่อนสนิทอาจเป็นทางเลือกที่เซฟทั้งเงินในกระเป๋าและเซฟทั้งใจได้ดีที่สุด
แกฟฟ์นีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ”กับการจ่ายเงินหลายร้อยดอลลาร์เพื่อเสี่ยงดวงในเดทแรก... การไปเที่ยวกับเพื่อน อย่างน้อยผมก็มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผมจะมีความสุข”
อ้างอิง bloomberg


