วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

IMF เตือนภาวะน้ำมันสำรองลดลง เสี่ยงเศรษฐกิจโลกเปราะบางหากดีลหยุดยิงล่มอีก

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ (Pierre-Olivier Gourinchas) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ หากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านไม่สามารถรักษาสถานะเอาไว้ได้ แม้ที่ผ่านมาการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากผลพวงของสงครามในตะวันออกกลางก็ตาม

กูรินชาส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ก่อนที่จะอำลาตำแหน่งเพื่อกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในสัปดาห์หน้าว่า ปัจจุบันคลังน้ำมันสำรองดังกล่าวได้ลดน้อยลงไปมาก ซึ่งหมายความว่าประเทศต่างๆ จะมีขีดความสามารถและโอกาสในการรับมือลดลง หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง

กูรินชาส์ ผู้ซึ่งเตือนมาตลอดว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจนำไปสู่ความแตกแยกของเศรษฐกิจโลก ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการคาดการณ์รอบใหม่ที่จะเผยแพร่โดย IMF ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ หลังจากที่เขากลับไปสู่แวดวงวิชาการแล้ว แต่บอกเป็นนัยว่า IMF อาจกลับมาใช้ "การคาดการณ์กรณีฐาน" (Baseline forecast) ตามปกติ แทนที่จะเสนอเป็น 3 สถานการณ์จำลองเหมือนที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 

 

จูลี โคแซก (Julie Kozack) โฆษก IMF ระบุเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาด้วยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจาก "การคาดการณ์อ้างอิง" (Reference forecast) ที่ค่อนข้างเป็นบวก ซึ่งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะยุติลงโดยเร็วและเศรษฐกิจจะเติบโต 3.1% ในปี 2026 ไปสู่ "สถานการณ์เชิงลบ" (Adverse scenario) ที่เศรษฐกิจเติบโตเพียง 2.5%

กูรินชาส์ระบุว่า ทั้งในปี 2025 และ 2026 แทบไม่มีสถิติในอดีตใดที่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อสร้างการคาดการณ์กรณีฐานที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องปรับจากการทำกรณีฐานไปใช้การประเมินกรอบผลลัพธ์ผ่านสถานการณ์จำลองแทน แต่กรณีเช่นนี้ควรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และไม่อยากทำแบบนี้บ่อยเกินไป แม้จะยอมรับว่าความไม่แน่นอนและความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

ด้านสถานการณ์พลังงาน กูรินชาส์ระบุว่า การระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์อย่างรวดเร็วและการปรับตัวของกลุ่มโรงกลั่น ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานไปมากกว่านี้ โดยมีน้ำมันเพียง 3% ที่หายไปจากตลาดโลก แทนที่จะเป็น 10-15% ตามที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้น เพราะชาติต่างๆ จะมีน้ำมันสำรองเป็นเบาะรองรับวิกฤตอุปทานลดลง หากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและการปะทะกลับมาปะทุอีกครั้ง ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้กล่าวหาอิหร่านว่าก่อเหตุโจมตีเรือลำหนึ่งใกล้กับโอมาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของข้อตกลงในการยุติสงครามอิหร่าน 

 

นอกจากนี้ กูรินชาส์ชี้ว่ากระแสการค้าและความสัมพันธ์ระดับโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจนจากผลพวงการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ โดยยกตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) ที่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับลาตินอเมริกาและอินเดียได้สำเร็จ หลังการเจรจายืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ 

"จู่ๆ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ทั้งสองข้อตกลงก็ได้รับการลงนาม นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณไม่สามารถเพิกเฉยต่อการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นได้อีกต่อไป" กูรินชาส์ตั้งข้อสังเกตว่าข้อตกลงการค้าใหม่เหล่านี้หลายฉบับไม่ได้มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย และนโยบายกำแพงภาษีก็ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างจำกัด

กูรินชาส์ กล่าวทิ้งท้ายถึงมาตรการภาษีฝ่ายเดียวว่า "มีความเชื่อที่ว่าการมีจุดสกัดกั้น (Choke points) หรืออำนาจต่อรองเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นคือ ความรวดเร็วที่เศรษฐกิจโลกพยายามหาทางหลบเลี่ยงมัน คุณอาจมีอำนาจต่อรองในระยะสั้น แต่หลังจากนั้นคู่กรณีก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ พวกเขาไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขาจะหาทางหลบเลี่ยง เร่งสร้างนวัตกรรมของตนเอง หรือพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ๆ กับพันธมิตรรายอื่น ซึ่งท้ายที่สุดเครื่องมือเหล่านั้นก็จะถูกบล็อกไปเอง ในระยะกลางถึงระยะยาวแล้ว เครื่องมือพวกนี้แทบจะใช้ไม่ได้ผลเลย"