วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘สหรัฐ’ นำ ‘อิสราเอล-เลบานอน’ เซ็นดีลสำเร็จ ฮิซบอลเลาะห์เตือนระวังสงครามกลางเมือง

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ชี้ว่าการลงนามกรอบข้อตกลงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนที่กรุงวอชิงตันคือ "จุดเริ่มต้นของจุดเริ่มต้น" แม้รายละเอียดของข้อตกลงจะยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพอิสราเอล ยังคงยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนและเดินหน้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์เตือนว่า การบังคับใช้ข้อตกลงนี้อาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง

ในพิธีลงนามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า "ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ วันนี้คือความสำเร็จก้าวแรก และบางครั้งก้าวแรกก็มักจะเป็นก้าวที่ยากที่สุด"

สหรัฐทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาโดยตรงตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนามใน "ข้อตกลงไตรภาคี" (Trilateral agreement) อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำในข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในขณะที่อิสราเอลยังคงยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของเลบานอน และส่งสัญญาณว่าพร้อมจะดำเนินการโจมตีเลบานอนต่อไปหากประเมินว่ามีความจำเป็น

อิสราเอลทำสงครามกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 โดยมีความรุนแรงในระดับที่แตกต่างกันไป และได้สังหารผู้คนในเลบานอนไปแล้วกว่า 4,000 รายนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

รูบิโอ ระบุ ในแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงนี้ "สร้างกระบวนการที่ชัดเจนและเป็นระบบในการฟื้นฟูอธิปไตยของเลบานอน ปลดอาวุธ [ฮิซบอลเลาะห์] และทลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย รวมถึงเปิดทางให้อิสราเอลกลับคืนสู่พรมแดนของตนเมื่อภัยคุกคามต่อพลเมืองหมดไป" นอกจากนี้ ข้อตกลงยังระบุให้จัดตั้ง กลุ่มประสานงานทางทหารไตรภาคีสำหรับเลบานอน (Trilateral Military Coordination Group) เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถดำเนินการตามกรอบข้อตกลงนี้ได้

 

ด้านนายกรัฐมนตรีนาวาฟ ซาลาม (Nawaf Salam) ของเลบานอน โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อตกลงดังกล่าว "มีเป้าหมายเพื่อให้อิสราเอลถอนทหารออกจากดินแดนทั้งหมดของเลบานอน" แต่เขาเสริมว่า โดยเนื้อแท้แล้วข้อตกลงนี้เป็นเพียงการสานต่อข้อตกลงในอดีตและมติขององค์การสหประชาชาติ ที่กำหนดให้กองทัพเลบานอนต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือทุกพื้นที่ของประเทศ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งทั้งต่ออิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมของกรอบข้อตกลง โดยหนังสือพิมพ์ Haaretz ของอิสราเอล และสำนักข่าว Axios รายงานตรงกันว่า อิสราเอลตกลงที่จะถอนทหารออกจากพื้นที่ 2 แห่งในตอนใต้ของเลบานอน ได้แก่ พื้นที่ทางตอนเหนือของ "เส้นสีเหลือง" (Yellow Line - เขตทหารที่อิสราเอลควบคุมซึ่งลึกเข้าไปในเลบานอนราว 10 กิโลเมตร) และพื้นที่ภายในเส้นสีเหลือง โดยกำหนดให้เป็นโครงการนำร่องที่กองทัพเลบานอนจะเข้าไปประจำการแทนเมื่ออิสราเอลถอนกำลังออกไป

 

อย่างไรก็ดี สำนักข่าว Al Jazeera ยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดดังกล่าวได้ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ของทั้งอิสราเอลและเลบานอนได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าวแล้ว

แม้การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในรอบก่อนหน้าที่กรุงวอชิงตันจะช่วยลดความตึงเครียดลงได้บางส่วน แต่อิสราเอลยังคงไม่ยุติการโจมตีโดยสมบูรณ์ และยึดครองพื้นที่ประมาณ 1 ใน 5 ของเลบานอนเอาไว้ โดยในวันศุกร์ที่มีการลงนามกรอบข้อตกลง มีรายงานว่าการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายในเมืองเมย์ฟาดุน (Mayfadoun) รวมถึงมีการโจมตีเมืองนาบาตีเยห์ อัล-ฟอว์กา (Nabatieh al-Fawqa) และโปรยใบปลิวสั่งให้ชาวเมืองอัล-มันซูรี (al-Mansouri) อพยพออกจากพื้นที่

ท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่สันติภาพได้จริงหรือไม่นั้นยังไม่แน่ชัด เนื่องจากอิสราเอลมีความขัดแย้งกับทั้งรัฐเลบานอนและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แม้อิสราเอลและเลบานอนจะเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่ทั้งสองประเทศอยู่ในสถานะสงครามมาตั้งแต่ปี 1948 โดยอิสราเอลเคยทำสงครามกับเลบานอนหลายครั้ง และยึดครองพื้นที่บางส่วนของเลบานอนตอนใต้ในช่วงปี 1982 ถึง 2000

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ยืนกรานว่าสงครามในเลบานอนมีเป้าหมายเพื่อปกป้องภาคเหนือของอิสราเอลจากการโจมตี และย้ำว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ กองทัพอิสราเอลจะไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน "ตราบใดที่ฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ถูกปลดอาวุธ และตราบใดที่ยังมีภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอล" ขณะที่ เบซาเลล สมอทริช (Bezalel Smotrich) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะว่าอิสราเอลอาจจะอยู่ในเลบานอนในระยะยาว โดยระบุว่า "เราจะอยู่ที่นั่นจนกว่าฮิซบอลเลาะห์จะปลดอาวุธ และผมคิดว่าอาจจะนานกว่านั้น เพราะเราต้องการพรมแดนที่ป้องกันตัวเองได้"

ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน (Joseph Aoun) แห่งเลบานอน มองว่ากรอบข้อตกลงนี้คือ "ก้าวแรกบนเส้นทางสู่การฟื้นฟูอธิปไตยของเลบานอนเหนือดินแดนทั้งหมด" และเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางให้ผู้พลัดถิ่นได้กลับคืนสู่บ้านเกิดที่ได้รับการปลดปล่อย ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐเลบานอน

แต่มุมมองของฮิซบอลเลาะห์นั้น แม้จะไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาที่กรุงวอชิงตัน แต่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้น นาอิม กัสเซม (Naim Qassem) เลขาธิการกลุ่ม ย้ำว่าอิสราเอลต้องถอนทหารโดยไม่มีเงื่อนไข และจะต้องไม่มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล นอกจากนี้ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังมองว่าอิสราเอลเป็นประเทศที่เชื่อถือไม่ได้ พวกเขาจึงต้องเก็บอาวุธไว้ต่อสู้ในกรณีที่กองทัพเลบานอนไม่สามารถทำได้ โดย ฮาสซัน ฟาดลัลเลาะห์ (Hassan Fadlallah) สส. ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้กล่าวเตือนว่า ความพยายามใดๆ ของกองทัพเลบานอนที่จะบังคับใช้ข้อตกลงที่มีสหรัฐเป็นคนกลางนี้ อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้