ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่มีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากขึ้นเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ แม้มีเหตุโจมตีเรือสินค้า
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในวันศุกร์ (26 มิ.ย.69) เนื่องจากมีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากขึ้นที่เดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทาน แม้ว่าจะมีเรือลำหนึ่งถูกโจมตีในอ่าวโอมานก็ตาม
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนสิงหาคม ปิดตลาดลดลง 4.34% อยู่ที่ 71.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 3.74% ปิดที่ 69.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งครั้งล่าสุดที่ราคาน้ำมัน WTI ปิดต่ำกว่า 70 ดอลลาร์คือเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ หรือหนึ่งวันก่อนที่สงครามอิหร่านจะเริ่มต้นขึ้น
การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันเกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินว่าความพยายามทางการทูตเมื่อเร็ว ๆ นี้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานได้หรือไม่
เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว MS NOW ว่า อิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือขนส่งสินค้าใกล้ชายฝั่งโอมานในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่าเรือลำดังกล่าวติดธงสิงคโปร์ ด้านหน่วยงานปฏิบัติการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่าไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจากเรือลำดังกล่าว
- ทรัมป์ระบุอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ต่อมาในวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการใช้โดรนโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ “มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่เรือยังคงสามารถเดินทางต่อไปได้ เราสามารถยิงโดรนตกอีก 3 ลำ เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของเราอย่างโง่เขลา” ทรัมป์ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social
“หลังจากที่มีการเริ่มใช้แผนอพยพของ [องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO] ซึ่งทำให้เรือหลายลำได้รับการอพยพอย่างสำเร็จลุล่วงไปแล้วนั้น ผมได้ตัดสินใจที่จะระงับการบังคับใช้แผนนี้เป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบและยืนยันอีกครั้งว่า มาตรการรับรองความปลอดภัยที่จำเป็นจะยังคงมีอยู่สำหรับเรือในรายชื่ออพยพของเรา รวมถึงเรือทุกลำในภูมิภาคนี้” อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการ IMO ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติกล่าว
ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอิหร่านและสหรัฐ มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการใช้เงินทุนภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างทั้งสองประเทศ
โฆษกสภาผู้แทนราษฎรของอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของรัฐบาลทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ที่ระบุว่าทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกปลดล็อก (unfrozen assets) จะถูกนำไปใช้เพื่อซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐยังคงยืนยันว่าการยกเลิกการอายัดเงินทุนใด ๆ จะต้องผ่านการอนุมัติจากทางสหรัฐเท่านั้น
“ตามที่รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ได้ประกาศในสัปดาห์นี้ หากทรัพย์สินของอิหร่านได้รับการปลดล็อก ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในการซื้อสินค้าเกษตรของอเมริกาเพื่อเป็นอาหารให้กับประชาชนอิหร่าน” เจ้าหน้าที่สหรัฐ กล่าว
สก็อตต์ เนชันส์ ประธานบริษัท Nations Indexes กล่าวในรายการ “Squawk Box Asia” ของทีวีซีเอ็นบีซี ว่า “ยังมีข้อสงสัยอีกมากมายเกี่ยวกับข้อตกลงที่เกิดขึ้นจริงนี้”
“ผมคิดว่าพวกเรามองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะยังไม่มีอะไรที่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริงเลย และอิหร่านก็รู้ดีว่าพวกเขาสามารถกุมเศรษฐกิจโลกไว้ในมือได้ หากพวกเขาต้องการที่จะปิดช่องแคบนี้” เนชันส์กล่าวเสริม
นอกจากนี้ กลุ่มโอเปก (OPEC) กำลังเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียสมาชิกรายใหญ่อันดับสองไปอีกราย หลังจากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจากกลุ่มไปเมื่อเดือนพฤษภาคม มีรายงานว่าอิรักได้เรียกร้องขอเพิ่มโควตาการผลิตจากกลุ่ม และได้แจ้งต่อทางกลุ่มว่าตนอาจจะถอนตัวเช่นกันหากไม่ได้รับความตอบสนองตามข้อเรียกร้อง


