วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

AI แย่งชิปจน ‘ของแพง’! ชิปจาก $350 พุ่งเป็น $1,300

เปิดเหตุผล ‘สินค้าไอที’ แพงขึ้นทั่วโลก เกิดจาก ‘AI บูม’ ดึงกำลังผลิตชิปหน่วยความจำส่วนใหญ่ไปป้อนศูนย์ข้อมูล จนชิปสำหรับสมาร์ตโฟน คอม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปขาดแคลน ประกอบกับการสร้างโรงงานเพิ่ม ต้อง ‘ใช้เวลาอีก 2-3 ปี’ ทำอุปทานตึงตัวหนัก คาดวิกฤติชิปครั้งนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

ท่ามกลางกระแส AI บูม ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเผชิญกับราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ “แพงขึ้น” ตั้งแต่สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเครื่องเล่นเกม โดยต้นเหตุสำคัญไม่ใช่ภาษีนำเข้าหรือค่าขนส่ง แต่เป็น “ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ” ที่เกิดจากความต้องการมหาศาลของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ 

ข้อมูลจาก Circular Technology บริษัทผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์สำหรับศูนย์ข้อมูลในรัฐแมสซาชูเซตส์ ระบุว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาตามสัญญาของชิปหน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูลรุ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายของ Micron พุ่งขึ้นจาก 350 ดอลลาร์ เป็น 1,300 ดอลลาร์ต่อหน่วย (เพิ่มขึ้น 271%)

ล่าสุด Apple ยืนยันว่า “ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป” และเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Microsoft, Nintendo และ Sony ต่างทยอยขึ้นราคาผลิตภัณฑ์แล้วเช่นกัน

ด้านบริษัท HP หนึ่งในผู้ผลิตคอมพิวเตอร์พีซีรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกของโลก ระบุว่า ต้นทุนหน่วยความจำ ปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 35% ของต้นทุนวัสดุทั้งหมด

เบื้องหลังปัญหาคือ ตลาดชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND ถูกครอบครองโดย “ผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 3 บริษัท” เท่านั้น ได้แก่ Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology ซึ่งกำลังทุ่มกำลังการผลิตจำนวนมากไปที่ศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้ “ไม่มีชิปเพียงพอ” สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป จนทำให้อุปทานตึงตัวหนักและราคาพุ่งสูง

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงชิป HBM (หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่ผลิตจากการนำชิป DRAM หลายชั้นมาซ้อนกัน ซึ่งแต่ละชั้นมีความบางกว่าความหนาของเส้นผมมนุษย์) ที่ใช้ในระบบ AI เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ชิปหน่วยความจำ DRAM และ NAND แบบดั้งเดิม ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ AI ต้องใช้ในปริมาณมหาศาลสำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล ทำให้ผู้ผลิตย้ายกำลังการผลิตไปตอบสนองตลาด AI มากขึ้น

“ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความต้องการหลักอยู่ที่ HBM แต่ระยะหลังเราเริ่มเห็นผู้ผลิตย้ายกำลังการผลิตไปยังชิป NAND มากขึ้น” อินดง คิม รองประธานฝ่ายการขายและการตลาดชิปหน่วยความจำของ Samsung กล่าว “ขณะนี้เราเริ่มสังเกตเห็นว่า ความต้องการ NAND กำลังไล่ระดับเข้าใกล้ความต้องการ DRAM แล้ว”

แม้รัฐบาลสหรัฐจะอัดฉีดเงินสนับสนุนผ่านกฎหมาย CHIPS and Science Act เพื่อเร่งสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ แต่โรงงานของ Micron ในรัฐไอดาโฮจะเริ่มเดินเครื่องได้ใน “ปี 2027” ขณะที่โรงงานในรัฐนิวยอร์กจะผลิตได้ใน “ปี 2030” ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนได้ในระยะสั้น

ผู้ผลิตชิปเอง ก็ยังระมัดระวังการลงทุน หลังเคยเผชิญวัฏจักรอุปทานล้นตลาดในอดีต โดย SK Hynix และ Micron เคยขาดทุนหนักในปี 2023 ก่อนที่กระแส AI จะพลิกอุตสาหกรรมกลับมาทำกำไรอีกครั้ง ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ไม่เร่งขยายกำลังการผลิตมากเกินไป แม้อัตรากำไรจะทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ปัญหานี้อาจยืดเยื้ออีกหลายปี เนื่องจากโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ “ใช้เวลาสร้าง 2-3 ปี” และต้องใช้เวลาเพิ่มเติมกว่าจะเดินเครื่องเต็มกำลัง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องเผชิญราคาสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

แม้จีนจะเร่งขยายกำลังการผลิตผ่านผู้ผลิตอย่าง CXMT และ Yangtze Memory Technologies (YMTC) แต่ข้อจำกัดด้านความมั่นคงของสหรัฐ ยังทำให้บริษัทอเมริกันไม่สามารถพึ่งพาซัพพลายเออร์จีนได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ทางเลือกในการแก้ปัญหาอุปทานยังมีจำกัด

ในช่วงที่บริษัท AI พร้อมจ่ายเงินสูงกว่าทุกอุตสาหกรรมเพื่อแย่งซื้อชิป ผู้บริโภคทั่วไปจึงกลายเป็น “ผู้ที่ต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” ผ่านราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แพงขึ้นทั่วโลก

อ้างอิง: wsjwsj(2)reuters